posttoday
ยกเครื่องสีกากี ดัชนีชี้วัดปฏิรูปประเทศ

ยกเครื่องสีกากี ดัชนีชี้วัดปฏิรูปประเทศ

02 มกราคม 2558

การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้เป็นตัวดัชนีชี้วัดว่าจะมีการปฏิรูปประเทศไทยจริงหรือไม่

โดย...ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

แนวคิดการ “ปฏิรูปตำรวจ” เป็นเรื่องที่ได้ยินได้ฟังกันมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งล่าสุดคือบนเวทีปราศรัยของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ช่วงที่มีการชุมนุมกันอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 6 เดือน ซึ่งชัดเจนว่าตำรวจต้องมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยการรับใช้ประชาชนอย่างจริงจังและถูกต้อง หาใช่รับใช้นักการเมืองหรือเป็นเครื่องมือของใครไม่

กระทั่งมาได้ยินซ้ำอีกครั้งแบบชัดๆ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลรักษาการพรรคเพื่อไทยในขณะนั้น มีการพูดถึงการยกฐานะจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นกระทรวงรักษาความปลอดภัยสาธารณะ และกำหนดให้กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค รวมทั้งหน่วยงานระดับกองบัญชาการ อื่นๆ มีสถานะเทียบเท่า “กรม” รวมถึงการแยกตำรวจเป็น “ตำรวจมียศ” กับ “ตำรวจไม่มียศ” 

โดยสาระสำคัญของการปฏิรูปตำรวจ คือ ลดการถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองให้น้อยลง และสร้างตำรวจให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น

กระนั้นก็ตาม แนวทางการเดินหน้าปฏิรูปตำรวจให้ดีอย่างที่หวัง ความเห็นจากนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องตำรวจ จึงน่าสนใจและควรค่าแก่การรับฟัง

สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ความเห็นว่า การแยกหน่วยงานตำรวจให้ขึ้นตรงกับหน่วยงานที่มีลักษณะงานเหมือนกัน อาทิ ตำรวจป่าไม้ควรขึ้นกับกรมป่าไม้ ตำรวจรถไฟไปอยู่กับการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ตำรวจท่องเที่ยวควรโอนไปสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รูปแบบนี้ถือว่าดีขึ้นเพราะแบบเดิมคือการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพียงอย่างเดียว 

นอกจากนี้ ควรมีรูปแบบการปฏิรูปที่ดีกว่านี้ โดยเสนอว่าน่าจะเป็นตำรวจจังหวัด 77  จังหวัด ดำเนินคดีจบภายในจังหวัด เช่น เกิดคดีขึ้นใน จ.ภูเก็ต ก็ให้ดำเนินการให้จบที่จังหวัดเกิดเหตุ งานตำรวจ อัยการ ศาล จบในจังหวัด จะทำให้กระบวนการยุติธรรมรวดเร็วขึ้น

สังศิต กล่าวต่อว่า ในส่วนของคณะกรรมการกลั่นกรองตรวจสอบยังคงมีเหมือนเดิม แต่ให้กระจายทั่วทั้ง 77  จังหวัด เพื่อคอยกำกับดูแลเรื่องร้องทุกข์และมีอำนาจวินิจฉัยในบางระดับ ส่วนงานสอบสวนควรขึ้นตรงกับอัยการเพราะตำรวจเรียนกฎหมายไม่มากพอ ดังคดีของตำรวจที่ส่งศาลมักยกฟ้องหมด เหตุเพราะไม่ได้ถูกฝึกมาทางกฎหมายโดยตรง ควรให้อัยการทำแทนด้วยความเชี่ยวชาญ งานสอบสวนในต่างประเทศให้อัยการดำเนินการ ส่วนประเทศไทยให้ตำรวจดูแล ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นหนึ่งเดียวและตำรวจเป็นผู้ช่วยอัยการในการรวบรวมพยานหลักฐาน เวลาฟ้องดำเนินคดีจะรวดเร็ว

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของศาลก็ต้องปรับบทบาทใหม่ ตัวอย่างเช่น ศาลชั้นต้นจะเป็นศาลที่ตัดสินเรื่องพยานหลักฐานต่างๆ ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ทำได้เฉพาะอุทธรณ์ข้อกฎหมาย คดีต่างๆ จะจบในศาลชั้นต้นทำให้คดีความลดลง แต่ปัจจุบันศาลชั้นต้นตัดสินแล้วยังมีศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ทำให้คดีค้างเยอะ

“ส่วนตำรวจจะมียศหรือไม่มันไม่สำคัญ ผมรับได้ อย่างอัยการ ศาล ไม่ได้มียศ ก็สามารถทำงานได้ โดยหลักการแล้วไม่ควรมียศ เพราะเป็นข้าราชการทำหน้าที่ให้บริการแก่ประชาชน” สังศิต  กล่าว

สังศิต กล่าวด้วยว่า การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ คสช.และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ว่าคณะอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องตำรวจยอมให้ปฏิรูปแค่ไหน การปฏิรูปมีโอกาสเกิดขึ้น แต่ทำไปแล้วจะต้องผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะกล้าหรือไม่ เพราะว่าการจับเรื่องตำรวจส่วนใหญ่ นักการเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว เป็นของที่อ่อนไหวและมีอดีตนายพล หรือว่าที่นายพลจะได้ผลประโยชน์จากส่วนนี้เป็นจำนวนมาก

“การปฏิรูปตำรวจครั้งนี้เป็นตัวดัชนีชี้วัดว่าจะมีการปฏิรูปประเทศไทยจริงหรือไม่ ถ้าไม่มีปฏิรูปตำรวจ ผมว่าก็ไม่มีปฏิรูปประเทศ ถ้าปฏิรูปตำรวจเพียงเล็กน้อยก็ปฏิรูปประเทศเพียงเล็กน้อย อันนี้เป็นเครื่องชี้วัดการปฏิรูปทุกด้านของ คสช. เพราะตำรวจเป็นหน่วยมีปัญหาซับซ้อนมากที่สุด” สังศิต กล่าว

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ยังเสนอด้วยว่าควรยุบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เนื่องจากการนำเด็กเพียง 10 กว่าขวบมาฝึกแบบทหาร จบมาก็มีบุคลิกเหมือนทหารมากกว่าตำรวจเพราะทหารฝึกเพื่อรบ แต่ตำรวจทำหน้าที่ดูแลประชาชน ควรใช้บุคลากรที่จบปริญญา อายุระหว่าง 20-22 ปี และมีวุฒิภาวะมากพอมาเป็นตำรวจดีกว่า

ด้าน คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ระบุว่า ตำรวจต้องแยก 2 ประเภท 1.ตำรวจทางคดี ให้ขึ้นตรงกับอัยการ ช่วยพนักงานอัยการสอบสวน ต้องทำงานเป็นผืนเดียวกัน จะทำให้กระบวนการยุติธรรมจะมีประสิทธิภาพเชื่อถือได้ ตัวอย่างเช่น คดีฆ่านักท่องเที่ยวที่เกาะเต่า ตำรวจทำงานโดยไม่เริ่มในทิศทางที่ถูก คือการสอบสวนไม่ใช่เริ่มที่การจับ ควรเริ่มที่ตรวจสอบความจริงในระดับสูง ก่อนจะนำไปสู่การนำตัวผู้ต้องหาเข้ากระบวนการศาล

“ควรเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาได้ชี้แจง ถ้าผู้ต้องหาแก้ตัวหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาก็สามารถสอบสวนเพิ่มเติม ถ้าไม่มีเหตุผลเพิ่มเติมก็ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ประเทศไทยกลับรีบร้อนจับตัวบุคคลก่อนทั้งที่ยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ และการตรวจสอบความจริงยังไม่สมบูรณ์กลับนำตัวไปฝากขัง ส่วนพยานหลักฐานหากไม่เพียงพอแล้วปล่อยตัวไป ถือว่าเป็นการไปกระทบสิทธิส่วนบุคคล  วิธีการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ต่างประเทศก็ทำงานเช่นนี้ ซึ่งกระบวนการบริหารงานบุคคลยังไม่เป็นระบบคุณธรรม ยังมีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่ง อัยการเองก็หมดความน่าเชื่อศรัทธา”ประธาน คปก. กล่าว 

2.ตำรวจทั่วไป ดูความเรียบร้อยตามปกติ เช่น การชุมนุม เป็นต้น การปฏิรูปวงการตำรวจต้องถามกลุ่มคนเห็นต่างว่าอยากจะให้มีการปฏิรูปหรือไม่ เพราะฉะนั้นหากไม่ยอมกันก็ไม่เกิดการปฏิรูป ซึ่งเราต้องปฏิรูปในรัฐธรรมนูญ ถ้าแก้กฎหมาย 10 ชาติก็ไม่เกิดการปฏิรูปขึ้นอย่างแน่นอน ต้องถามย้อนว่าอยากปฏิรูปกันหรือไม่ ทั้งที่มีการตั้ง สปช. แล้ว

“ในหนังสืออภิวัฒน์กระบวนการยุติธรรมมีเนื้อหาอยากให้นายกรัฐมนตรีอ่านและดำเนินการแก้ไขปัญหากระบวนการยุติธรรมเหมือนกับปักจุงฮี ที่ยึดอำนาจในประเทศเกาหลีใต้แล้วปราบปรามคอร์รัปชั่นโดยใช้กระบวนการยุติธรรมและมีอัยการเป็นตัวหลักทำงาน จนทำให้ประเทศพัฒนาเจริญรุ่งเรืองจนปัจจุบัน หากไม่ดำเนินการใช้กระบวนการยุติธรรมแก้ไขปัญหา เชื่อว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาถือว่าเสียของ ไม่ประสบความสำเร็จอีก ถ้าทำได้จะเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างมาก”คณิต กล่าว

ประธาน คปก. ทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาไม่มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หากเป็นเช่นนี้ในอนาคตอาจเกิดการปฏิวัติอีก ซึ่งควรมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมควบคู่กันไป ในเมื่อ คสช.มีอำนาจก็อย่าเกรงใจใคร ควรเดินหน้าเต็มที่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท