
ผ่าปมเดือดปี’58
เริ่มต้นปี58 กับการจับตาดูการทำงานตามโรดแมปเดินหน้าประเทศขององคาพยพแม่น้ำ 5 สาย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ ปี 2558 กับการจับตาดูการทำงานตามโรดแมปเดินหน้าประเทศขององคาพยพแม่น้ำ 5 สาย ประกอบด้วย รัฐบาล คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าปีนี้จะต้องทำอะไรเร่งด่วนให้จับต้องได้รูปธรรม และอุปสรรคอะไรบ้างที่รัฐบาลจะต้องฝ่าฟัน
สำหรับแม่น้ำสายแรกหรือรัฐบาล จะต้องทำและรับมือกับอุปสรรคในปี 2558 นี้ ในทุกมิติทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง อาทิ การวางแผนการลงทุนในประเทศให้เกิดการจ้างงานให้ประชาชนมีรายได้ การออกพันธบัตรระยะยาวเพื่อนำเงินมาล้างหนี้ที่เกิดจากการจำนำข้าวและจำนำพืชผลต่างๆ เร่งการจัดโซนนิ่งเกษตร การชักชวนให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม การวางแผนการลงทุนด้านคมนาคม
ตั้งแต่โครงการเล็กๆ สร้างเส้นทางปั่นจักรยานให้ขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา การพัฒนาโครงการขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ไปจนกระทั่งการประมูลเพื่อการก่อสร้างรถไฟทางคู่กับจีน การปรับราคาก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวีให้สะท้อนกลไกตลาด
โดยเฉพาะราคาแอลพีจี ภาคขนส่ง การลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัล การเปิดประมูลคลื่น 4จี สร้างศูนย์ดาด้าเซ็นเตอร์ และเครือข่ายเชื่อมโยงด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศ และแผนลงทุนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซาก นอกจากนี้จะต้องเร่งเดินหน้านโยบายลดความเหลื่อมล้ำ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน
แต่ขณะเดียวกันการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะวางแผนไว้สวยหรู แต่การลงมือทำนั้นไม่ง่าย จะต้องเจอกับปัญหาอุปสรรคเป็นของคู่กัน อาทิ ปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น รัสเซีย ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้ภาคการส่งออกของไทยชะลอตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศซบเซาตามไปด้วย ปัญหาปากท้องของคนรากหญ้าหรือภาคการเกษตรตกต่ำ
และที่เห็นแน่ๆ ว่าเปิดศักราชใหม่มารัฐบาลจะต้องรับมือกับม็อบยางพารา ซึ่งเป็นที่รู้กันของรัฐบาลมาตลอดว่าเป็นม็อบการเมือง เพราะถ้าม็อบเกษตรกร หรือม็อบยางพาราระอุขึ้นมาเมื่อไหร่ เท่ากับรัฐบาลต้องเจอศึกหนักมาเขย่าเสถียรภาพรัฐบาลเมื่อนั้น และในวันที่ 4 ม.ค. 2558 นี้ ม็อบยางพาราประกาศสู้จนกว่าจะชนะ
นอกจากนี้ อาจจะต้องเจอกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องของความเห็นต่าง หลังจากที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มทยอยโยนหินการเมืองมาถามทางทีละก้อน และก็จะเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งเรื่องของความเห็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาม็อบเกษตรกรนี้ ทุกอย่างจะโยนความหนักใจไปที่ คสช. แม่น้ำสายที่ 2 ว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับกฎหมายพิเศษ หรือ “กฎอัยการศึก” จะยกเลิกเพื่อความชอบธรรมทางประชาธิปไตย หรือจะคงไว้เพื่อความปลอดภัย สกัดความวุ่นวายทางการเมือง
ขณะที่การทำงานของ สนช.จะเข้าสู่โหมดของการเร่งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสำคัญหลายฉบับที่จะเป็นต้นทางสู่การปฏิรูปประเทศ หลังจากในช่วงแรกของการทำงาน สนช.หมดเวลาไปกับพิจารณากฎหมายในเรื่องการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของส่วนราชการ
สำหรับกฎหมายที่ สนช.เตรียมเร่งออกมา คือ ร่าง พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก มีสาระสำคัญ คือ เป็นการจัดเก็บภาษีมรดก 10% จากส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท โดยขณะนี้ สนช.ได้ลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในรายละเอียด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 90 วัน ก่อนส่งเรื่องกลับมาให้ที่ประชุม สนช.ลงมติให้ความเห็นชอบได้ในช่วงเดือน มี.ค.
นอกเหนือจากเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.แล้ว สนช.ยังมีภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการอีกด้วย คือ การดำเนินกระบวนการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งทางการเมือง โดยจะเริ่มจากการแถลงเปิดคดีของ นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ในคดีการแเก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. โดยมิชอบ ในวันที่ 8 ม.ค. ถัดมาในวันที่ 9 ม.ค. จะเป็นคิวแถลงเปิดคดีของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีโครงการรับจำนำข้าว
จากนั้น สนช.จะเร่งกำหนดวันแถลงเปิดคดีของอดีต สว. จำนวน 38 คน ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.โดยมิชอบต่อไป ส่วนคดีการถอดถอนอดีต สส.พรรคร่วมรัฐบาล 268 คนตามความผิดในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งป.ป.ช.จะเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในเดือน ม.ค.
ด้าน สปช.มีเข็มทิศการทำงานที่มุ่งไปในเรื่องการเร่งเสนอกฎหมายลูกให้กับ สนช. โดยหนึ่งในกฎหมายที่ สปช.จะรีบทำให้เสร็จ คือ ร่าง พ.ร.บ.สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลขององค์กรและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งในวันที่ 6 ม.ค. สปช.จะประชุมกันในเรื่องนี้
นอกจากนี้ สปช.ยังจะเร่งเสนอแผนการปฏิรูปประเทศในระยะเร่งด่วน (ควิกวิน) ในแต่ละด้านให้คณะรัฐมนตรีไปดำเนินการด้วย เช่น ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น พร้อมกันนี้ในช่วงกลางเดือน ม.ค.จะนัดประชุมระดมสมองเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์พัฒนาชาติ อันจะเป็นพิมพ์เขียวในการรปฏิรูปประเทศก่อนจะเสนอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป
ขณะที่ปฏิทินการทำงานของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตลอดทั้งปีนี้ ถือว่าเป็นช่วงสำคัญ โดยภายหลังกำหนดกรอบโครงสร้างและหลักการที่จะมีในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมาแล้ว ในปีนี้จะมีภารกิจสำคัญใน 2 ส่วน
ส่วนแรก คือ การลงพื้นที่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ ทุกภูมิภาค แบ่งเป็น 1.ภาคกลาง จะจัดที่ จ.สุพรรณบุรี ในวันที่ 17-18 ม.ค. 2.ภาคอีสานตอนกลาง จัดที่ จ.ร้อยเอ็ด วันที่ 22-23 ม.ค. 3.ภาคอีสานตอนบน จัดที่ จ.อุดรธานี วันที่ 14-15 ก.พ. 4.ภาคอีสานตอนล่าง จัดที่ จ.สุรินทร์ วันที่ 7-8 มี.ค. 5.ภาคเหนือตอนบน จัดที่ จ.เชียงใหม่ 29-30 ม.ค. 6.ภาคเหนือตอนล่าง จัดที่ จ.พิษณุโลก วันที่ 12-13 มี.ค. 7.ภาคใต้ตอนบน จัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี วันที่ 5-6 ก.พ. 8.ภาคใต้ตอนล่าง จัดที่ จ.สงขลา วันที่ 19-20 ก.พ. 9.ภาคตะวันออก จัดที่ จ.ชลบุรี วันที่ 21-22 มี.ค. และ 10.กรุงเทพมหานคร วันที่ 27-28 มี.ค.
ส่วนที่สอง คือ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเริ่มต้นในวันที่ 12 ม.ค.เป็นต้นไป โดยจะต้องจัดร่างรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อนในวันที่ 17 เม.ย. เพื่อให้ สปช.ให้ความคิดเห็น จากนั้นที่ประชุมจะลงมติในวันที่ 6 ส.ค.ว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ต่อไป







