
ส่งท้ายปีม้าพยศ รวมเหตุการณ์เด่นเขย่าโลก
โศกนาฏกรรมการเดินทาง
โศกนาฏกรรมการเดินทาง
กลายเป็นเหตุการณ์ที่เขย่าขวัญตั้งแต่ต้นปี สำหรับการหายไปอย่างไร้ร่องรอยของเครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370 ลำเลียงผู้โดยสารและลูกเรือ 239 คน ในวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมา แม้หลายฝ่ายออกมาระบุถึงทฤษฎีเกี่ยวกับจุดตกจำนวนมากมายที่เกี่ยวกับการหายไปของเครื่องบิน ทว่าจวบจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสถึงการหายไปของเครื่องบินลำดังกล่าว แม้หลายชาติจะยังระดมกำลังในการค้นหาอยู่ก็ตาม
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ตกอยู่ในภาวะย่ำแย่ ซ้ำร้ายในวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ยังเกิดเหตุอีกครั้งเมื่อเที่ยวบินเอ็มเอช 17 ที่มีผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 298 คน ถูกขีปนาวุธยิงตกเหนือน่านฟ้าทางตะวันออกของยูเครน ใกล้กับชายแดนรัสเซีย จนส่งผลให้เสียชีวิตยกลำ โดยเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่เป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประวัติศาสตร์การบิน ทว่ายังเป็นปัจจัยที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกเดือดถึงขีดสุดด้วย
ล่าสุด วันที่ 28 ธ.ค.ที่ผ่านมา เครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินคิวแซด 8501 พร้อมผู้โดยสาร และลูกเรือ 162 คน ขาดการติดต่อกับหอบังคับการบิน ทว่าวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางอินโดนีเซียได้ยืนยันแล้วว่าได้พบเศษชิ้นส่วนของเครื่องบิน และผู้เสียชีวิตลอยอยู่กลางทะเล
ไม่เพียงแต่การเดินทางทางอากาศเท่านั้นที่ย่ำแย่ ทว่าการเดินทางทางน้ำเองก็เผชิญกับปีที่เลวร้ายเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุเรือเซวอลอับปาง ที่เกาหลีใต้ ในวันที่ 16 เม.ย. โดยเรือลำดังกล่าวมีกำหนดเดินทางจากอินชอนไปยังเกาะเจจู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กนักเรียน
ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โลกต้องเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นหลายภูมิภาค ที่สะเทือนความมั่นคงและคุกคามความเชื่อมั่นของนักลงทุน รวมทั้งฉุดการฟื้นตัวของสภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมอีกด้วย
ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์สำคัญที่กระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากที่สุด คงหนีไม่พ้นความไม่สงบในยุโรปตะวันออก ซึ่งมีชนวนความขัดแย้งมาจากปัญหาภายในของยูเครน ที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามทางเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตก นำโดยสหรัฐและสหภาพยุโรป หลังรัสเซียประกาศผนวกรวมไครเมีย เมื่อเดือน มี.ค. ส่งผลให้ชาติตะวันตกประกาศคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจรัสเซีย จนทำให้รัสเซียกลายเป็นหมีลำบาก เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ลงถึงขั้นเลวร้ายจนเริ่มเข้าสู่ภาวะถดถอย
ตามมาด้วยการผงาดของกลุ่มรัฐอิสลาม (ไอเอส) ที่รุกคืบเข้าครอบครองดินแดนหลายพื้นที่ในอิรักและซีเรีย และยังขยายอิทธิพลคุกคามความมั่นคงของหลายประเทศนอกเหนือภูมิภาคตะวันออกกลาง จนทั่วโลกเห็นพ้องกันในการเดินหน้าป้องกันและต่อต้านปฏิบัติการของกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว โดยมีสหรัฐและชาติพันธมิตรเป็นแกนนำ ในการโจมตีทางอากาศ ขณะที่กลุ่มติดอาวุธตอบโต้ด้วยการตัดศีรษะตัวประกันชาติตะวันตกหลายคน
นอกจากนี้ ปัญหาความขัดแย้งที่ยาวนานระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ก็ปะทุอีกครั้ง เมื่อกลุ่มฮามาสเปิดฉากปะทะกับอิสราเอล บริเวณฉนวนกาซา ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือน จึงเริ่มสงบจากข้อตกลงหยุดยิงอย่างไม่มีกำหนด ทว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นก็คร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 2,000 คนทีเดียว
การกลับมาของก่อการร้ายรูปแบบใหม่
สร้างความหวาดผวาอย่างหนัก ในช่วงกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) เข้ายึดหลายพื้นที่ในอิรักและซีเรียในช่วงกลางปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามความแตกต่างของกลุ่มไอเอสที่แตกต่างจากกลุ่มก่อการร้าย
อื่นๆ คือการใช้สื่อแพร่อุดมการณ์ทางความคิด ความเชื่อที่สนับสนุนให้ผู้คนเข้าร่วมการต่อสู้ หนึ่งในนั้นก็คือ นิตยสารดิจิทัลที่มีชื่อว่า “ดาบิค” โดยหลายประเทศต่างก็มีรายงานพลเมืองในประเทศเข้าร่วมกลุ่มไอเอส
ขณะที่เหตุการณ์ก่อการร้ายล่าสุดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ก็คือเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายพร้อมอาวุธ ทราบชื่อภายหลังคือ แมน ฮารอน โมนิส วัย 50 ปี เป็นชาวอิหร่านโดยกำเนิด เข้าบุกยึดร้านลินด์ ช็อกโกแลตคาเฟ่ ในย่านมาร์ติน เพลซ ซึ่งเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญในกรุงซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ซึ่งมีรายงานว่าผู้ก่อเหตุได้แสดงความต้องการธงสัญลักษณ์ของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอเอส) และก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้แสดงความจงรักภักดีต่ออาบู บาการ์ อัล แบคดาดี ผู้นำกลุ่มไอเอส โดยเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 3 คน รวมถึงมือปืนที่ก่อเหตุด้วย
‘อีโบลา’ ไวรัสมรณะเขย่าโลก
ปี 2014 ถือว่าเป็นหนึ่งในปีที่เลวร้ายที่สุดของวงการสาธารณสุขโลก จากวิกฤตการระบาดของไวรัสอีโบลาอย่างรุนแรง ซึ่งไม่จำกัดวงเฉพาะในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกเช่นในอดีต แต่ยังลามไปถึงซึกโลกตะวันตก ซึ่งพบผู้ติดเชื้อทั้งในสหรัฐและหลายประเทศในยุโรป จนเกิดความหวั่นวิตกไปทั่วโลก ทำให้หลายประเทศต้องประกาศใช้มาตรการคัดกรองอย่างเข้มงวดทั้งบริเวณสนามบิน และสถานีขนส่ง
การรับมือและควบคุมไวรัสอีโบลาของระบบสาธารณสุขโลกตลอดทั้งปี 2014 ถือว่าอยู่ในระดับที่ล้มเหลว เนื่องจากจำนวนผู้เสียชีวิตและติดเชื้อในพื้นที่ระบาดรุนแรงยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตในแอฟริกาตะวันตก เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา สูงถึง 7,693 คน ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อพุ่งไปถึง 19,695 คน แม้องค์การอนามัยโลก (ดับเบิ้ลยูเอชโอ) จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ เมื่อเดือน ส.ค. พร้อมกำหนดแผนหยุดการระบาดของโรคภายในวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ จนต้องขยายเวลาในการลดการระบาดและการควบคุมไวรัสอีกครั้งเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2015
ความพยายามในการยับยั้งไวรัสที่ยังไม่มีตัวยาใดๆ รักษาหรือป้องกันได้ ทำให้ให้นิตยสารไทม์ ยกย่องให้เจ้าหน้าที่ที่อุทิศตนและเสียสละเข้าต่อกรกับไวรัสอีโบลา แม้จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เป็น “บุคคลแห่งปี ประจำปี 2014”
ความสัมพันธ์ ‘จีน-เพื่อนบ้าน’
ข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับเพื่อนบ้าน ทวีความร้อนแรงอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นปี โดยเฉพาะกับบางประเทศสมาชิกอาเซียน ที่ดำเนินไปสู่ความรุนแรง ด้วยการใช้กำลังเข้าปะทะกันระหว่างเรือลาดตระเวนของจีนและประเทศคู่กรณี รวมถึงการเดินขบวนประท้วงของพลเมืองทั้งในเวียดนามและฟิลิปปินส์ที่ไม่พอใจการอ้างสิทธิเหนือพื้นที่หมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ของจีน กระทั่งลุกลามบานปลายไปสู่การเผาทำลายโรงงานนักลงทุนต่างชาติในเวียดนามที่เชื่อว่าเป็นของนักลงทุนชาวจีน
ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงได้อย่างง่ายดาย แม้จะพยายามเปิดการเจรจาหาทางออกหลายครั้งก็ตาม เนื่องจากจีนยังมีท่าทีแข็งกร้าวในการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง เช่นเดียวกับประเทศคู่กรณีที่ไม่ยอมลดราวาศอก และยังดึงสหรัฐเข้ามามีบทบาทในการต่อกรกับจีนด้วย จนทำให้ความขัดแย้งในครั้งนี้เริ่มกลายมาเป็นสมรภูมิการเมืองระหว่างประเทศ
แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนัก ทว่าพญามังกรก็พยายามสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกับชาติต่างๆ ในเอเชีย ผ่านการหยิบยื่นความช่วยเหลือทางการเงิน และผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหลายประเทศก็ยังเคลือบแคลงว่า ความช่วยเหลือดังกล่าวเป็นเพียงกลยุทธ์การแผ่อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของจีนครอบงำเพื่อนบ้าน เพื่อหวังประโยชน์ตอบแทนหรือไม่
สินค้าโภคภัณฑ์ ขาลง!
ช่วงครึ่งหลังของปี 2014 ถือเป็นการถดถอยครั้งใหญ่ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอย่างน้ำมันดิบ จากความต้องการน้ำมันที่เบาบางลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ยังซบเซา สวนทางกับอุปทานที่ล้นตลาด จากการคงกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อการส่งออก (โอเปก) เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดและการรุกเข้ามาแย่งชิงตลาดของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันจากเชลออยล์ในสหรัฐ รวมถึงผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องมากถึงเกือบ 50% และมีแนวโน้มว่าราคาน้ำมันในปี 2015 จะทรุดตัวลงต่อไปอีก
แม้ราคาน้ำมันที่ถูกลงจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสำหรับประเทศผู้บริโภคและพึ่งพาการนำเข้าพลังงานทว่าสิ่งนี้ก็กลายเป็นดาบสองคมที่ไปฉุดให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าพวกสินแร่ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย ให้มีทิศทางชะลอตัวอยู่ในขาลงเช่นเดียวกับราคาน้ำมัน เมื่อภาคส่งออกสะดุด ก็ไปกระทบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจองค์รวมให้เดินหน้าไปอย่างเชื่องช้าด้วย
เช่นเดียวกับราคาโลหะมีค่า โดยเฉพาะตลาดทองคำ ที่แกว่งตัวไม่สดใสไปตามทิศทางเดียวกับราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา โดยทั้งปีราคาทองคำปรับตัวลดลงไปแล้วเกือบ 28% เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดสำคัญทั้งจีนและอินเดียลดลงมากที่สุดในรอบ 5 ปี อีกทั้งราคาพลังงานที่ดิ่งเหว ไปทุบเงินเฟ้อให้อ่อนตัวลง และค่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากขึ้นจากแนวโน้มเศรษฐกิจแดนมะกันที่เริ่มปรับตัวแข็งแกร่ง จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศยุติการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ทำให้ปริมาณเงินในตลาดลดลง ส่งผลให้นักลงทุนเมินตลาดทองคำแล้วหันไปลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนแทน
ปีแห่งการประท้วง
เป็นเหตุการณ์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจกันอย่างต่อเนื่องในช่วงปลายปี สำหรับเหตุการณ์การประท้วงที่ระอุขึ้นในหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงและในสหรัฐ โดยในฮ่องกงนั้นเป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย และเป็นการชุมนุมประท้วงในฮ่องกงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ฮ่องกงกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของจีนในปี 1997 โดยชนวนความไม่พอใจนี้มีขึ้นจากที่รัฐบาลกรุงปักกิ่งไม่รักษาสัญญาที่จะให้สิทธิชาวฮ่องกงในการเลือกผู้บริหารเขตปกครองพิเศษด้วยตนเอง โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องเป็นคนที่รัฐบาลปักกิ่งรับรองเท่านั้น
แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนครึ่ง ทว่า เหลียงชุนหยิง ผู้บริหารเขตพิเศษฮ่องกงยังยืนยันที่จะไม่ลาออก และแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเปิดการเจรจาร่วมกัน ทว่าก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด โดยในท้ายที่สุดกำลังของผู้ประท้วงจะลดน้อยลงไป ซึ่งทางตำรวจได้เข้าเคลียร์พื้นที่ในวันที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา
ข้ามไปยังฝั่งสหรัฐ เกิดการประท้วงลุกลามไปทั่วประเทศ ภายหลังจากที่คำตัดสินของคณะลูกขุนในวันที่ 25 พ.ย. ที่ไม่เอาผิด ดาร์เรน วิลสัน ตำรวจผิวขาวจากเมืองเฟอร์กูสัน ซึ่งก่อเหตุยิง ไมเคิล
บราวน์ วัยรุ่นผิวดำวัย 18 ปี ที่ไม่มีอาวุธจนเสียชีวิต ยิ่งไปกว่านั้นความไม่พอใจของประชาชนในสหรัฐยังระอุขึ้นอีก หลังคณะลูกขุนตัดสินไม่เอาผิด แดเนียล พานทาลีโอ เจ้าหน้าที่ตำรวจผิวขาวที่เข้าทำการล็อกคอ อีริก การ์เนอร์ ชายผิวสี วัย 43 ปี
จนเสียชีวิตโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา







