posttoday
ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน

ตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตน

31 ธันวาคม 2557

ช่วงนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปีปัจจุบันกับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็มีประเด็นทางเศรษฐกิจมากมายหลายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศปีหน้าเติบโตสูงกว่าปีนี้อย่างที่หลายคนคาดหรือไม่

ช่วงนี้เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างปีปัจจุบันกับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็มีประเด็นทางเศรษฐกิจมากมายหลายที่ถูกหยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันว่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศปีหน้าเติบโตสูงกว่า
ปีนี้อย่างที่หลายคนคาดหรือไม่

เรื่องแรกคืออัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เป็นที่ยอมรับกันเป็นทางการแล้วว่าเศรษฐกิจปีนี้จะโตนี้ไม่เกินร้อยละ 1 ส่วนปีหน้าอาจจะโตได้ถึงร้อยละ 3-5 ซึ่งผมเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ สาเหตุหลักเพราะฐานที่นำมาคำนวณปีนี้ต่ำ และการส่งออกทั้งปริมาณและราคาไม่น่าจะลดลงต่อ เพราะสินค้าที่ยังขายได้ในปีนี้คงขายต่อไปได้ในปีหน้า และสินค้าที่ขายไม่ได้ในปีนี้ก็จะขายต่อไปไม่ได้ในปีหน้า ส่วนที่ขายได้คือสินค้าที่มีคุณสมบัติ คุณภาพ และราคาที่
ผู้ซื้อยอมรับ ถ้าต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะราคาพลังงานลดลง อาจขายได้เพิ่มขึ้น สำหรับสินค้าเกษตรนั้นราคาได้ตกต่ำลงมาจนไม่น่าจะตกต่ำลงไปกว่านี้อีกมากนัก ถึงจะมีข่าวการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากสหภาพยุโรป แต่ผู้ส่งออกทราบล่วงหน้าและคงจะปรับตัวรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว

ส่วนการบริโภคส่วนบุคคลคงเพิ่มขึ้นจากการลดภาษีเงินได้และถ้ารัฐเข้าไปช่วยเหลือปลดเปลื้องหนี้ของเกษตรกรอย่างที่เป็นข่าว อาจทำให้อำนาจการใช้จ่ายของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ยิ่งถ้าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผูกขาดกิจการด้านการเกษตรทั้งหลายลงมาให้ความร่วมมือกับรัฐบาลรับซื้อสินค้าเกษตรในราคาที่สูงขึ้นพอให้เกษตรกรอยู่รอดได้โดยยอมขาดทุนกำไรบ้าง ก็น่าจะทำการใช้จ่ายเงินเพื่อการบริโภคโดยรวมดีขึ้น

ส่วนที่น่าจะเพิ่มขึ้นแน่นอนคือการใช้จ่ายเงินลงทุนภาครัฐ ซึ่งคงเพิ่มได้อย่างน้อย 2-3 แสนล้านบาท และคงไม่มีปัญหาการเมืองปะทุขึ้นมาจนรัฐบาลไม่สามารถใช้จ่ายได้อีกอย่างน้อยภายในปีหน้า ผนวกกับรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี ถ้าเทียบกับปีนี้หรือปีที่แล้ว บรรยากาศในการท่องเที่ยวในเมืองไทยน่าจะดีขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายเงินในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

สรุปคือแค่รัฐบาลดูแลบ้านเมืองให้สงบสุขเป็นปกติ ดูแลผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กให้ช่วยตัวเองได้ ดูแลทุกข์สุขและผลประโยชน์ของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ การที่เศรษฐกิจไทยจะโตขึ้นอีก 3-5% ข้างหน้า ไม่น่าพ้นวิสัยที่จะเป็นไปได้ ยังไงเสียมีแต้มต่อจากอัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยๆ 1-2% แล้วใช่ไหมครับ

แต่สำหรับพวกเราคนธรรมดาสามัญที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองมีเงินเหลือลงทุนบ้าง คงต้องคำนึงถึงความเสี่ยงหลายด้านที่อาจกระทบถึงผลประโยชน์ของเราและครอบครัว

อย่างเรื่องอัตราดอกเบี้ย ส่วนใหญ่คาดกันว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะอเมริกาจะยกเลิกโครงการคิวอี และปรับขึ้นดอกเบี้ยในไตรมาสแรกของปีหน้า แต่มาวันนี้มีข่าวว่าอาจเลื่อนออกไปถึงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 เพราะเงินเฟ้อต่ำ และอัตราการจ้างงานยังเพิ่มขึ้นไม่มากและยังไม่มีเสถียรภาพชัดเจน

ส่วนที่เกี่ยวกับเมืองไทยก็เหมือนกัน เดิมคาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินไหลออกเมื่ออเมริกาปรับดอกเบี้ยขึ้น แต่มาวันนี้มีข่าวว่าอาจปรับอัตราดอกเบี้ยเงินบาทลง เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวและอเมริกาจะเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไป

และก็เช่นเดียวกัน คือมีการคาดกันว่าเงินบาทอาจจะจ่อค่าลงถึง 34 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าลดลงจริงจะส่งผลดีต่อการส่งออก แต่จะไปล้างผลดีจากการลดลงของราคาน้ำมันที่นำเข้า

ด้านการเมืองส่วนใหญ่ คาดว่าจะยังคงมีเสถียรภาพไปจนถึงสิ้นปี 2558 แต่บางคนบอกว่าปัญหาทางการเมืองอาจรุนแรงขึ้นอีกเมื่อมาถึงจุดที่จะต้องมีการให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เช่น ประเด็นที่ว่าควรมีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชนหรือไม่ จะเลือก สส. หรือ สว.กันอย่างไร จะมีการนิรโทษกรรมความผิดกับผู้กระทำความผิดกันแบบสุดซอยหรือครึ่งซอย เป็นต้น สรุปแล้ว ความแน่นอนที่สุดคือความไม่แน่นอน

คำถามคือ ถ้าท่านทราบประเด็นเหล่านี้แล้ว จะตัดสินใจอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาทางการเงิน ผมเห็นเพื่อนผมบางคนที่มีความเชื่อต่างกัน ได้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่า ราคาน้ำมันจะลงต่อไปอีกนานหรือไม่ ราคาทองคำจะลดลงต่อไปหรือจะเพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยจะลดลงหรือจะเพิ่มขึ้น เงินบาทจะไปที่ 34 บาทหรือไม่ หรือแม้แต่การจะขึ้นดอกเบี้ยต้นปีหรือปลายปี

ผมว่าถ้าท่านไม่ใช่คุณเยลเลน ประธานเฟด ไม่ใช่คุณประสาร ผู้ว่าการธปท. ไม่ใช่ประธานาธิบดีโอบามา หรือปูติน ท่านไม่มีทางทราบว่าประเด็นที่กำลังถกเถียงกันจะออกหัวออกก้อย แล้วไม่ใช่ท่านที่ไม่ทราบ แม้แต่นักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิเคราะห์ระดับไหนก็ไม่ทราบแน่นอนว่าอะไรจะเกิดขึ้น

สำหรับผมมีความเห็นว่า ท่านไม่ควรปักใจเชื่อหรือไม่เชื่อว่าอะไรจะเกิดขึ้น แล้วไม่ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใครด้วย แต่ให้ถือว่าประเด็นความเห็นต่าง คิดต่างเหล่านี้ เป็นความเสี่ยงที่ท่านจะต้องเลือกว่าเป็นทางเลือกที่จะเกิดขึ้นได้จริง ทางเลือกที่ประเมินสถานการณ์ส่วนใหญ่ในแง่ดี หรือทางเลือกที่ประเมินสถานการณ์ส่วนใหญ่ในแง่ร้าย

ท่านจะรับความเสี่ยงระดับไหน อยู่ที่ความสามารถในการรับ และบริหารความเสี่ยงของท่าน ถ้าท่านรับความเสี่ยงได้มาก อาจรับความเสี่ยงในแง่ดีเพราะเป็นทางเลือกที่ทำกำไรให้สูงสุด แต่ถ้ารับได้น้อยก็ควรรับทางเลือกที่มองความเป็นไปได้ในแง่ร้ายไว้ก่อน เพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคตถึงแม้จะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าทางเลือกแรก

ที่สำคัญคืออย่าตัดสินใจรับความเสี่ยงเพราะเชื่อใครเด็ดขาด ถ้าไม่อยากเสียใจภายหลัง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท