posttoday
ตุลาการภิวัฒน์ในอเมริกา (19)

ตุลาการภิวัฒน์ในอเมริกา (19)

31 ธันวาคม 2557

หลุยส์ แบรนไดส์ เป็นตุลาการศาลสูงสุดยาวนานถึง 22 ปี 8 เดือน 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2459-19 ก.พ. 2482 ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือ การปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเขายังมีส่วนสนับสนุนนโยบาย “รื้อปรับใหม่” (New Deal) อันโด่งดังของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ด้วย

หลุยส์ แบรนไดส์ เป็นตุลาการศาลสูงสุดยาวนานถึง 22 ปี 8 เดือน 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2459-19 ก.พ. 2482 ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือ การปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน และเขายังมีส่วนสนับสนุนนโยบาย “รื้อปรับใหม่” (New Deal) อันโด่งดังของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ด้วย

แนวความคิด “อนุรักษนิยม” เข้มข้น เริ่มในสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และแนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลต่อศาลสูงสุด เห็นได้จากคำตัดสินต่างๆ ที่ออกมา อย่างไรก็ดีมีฝ่าย “เสรีนิยม” ที่แข็งขันสองคนในศาลสูงสุด คือ โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ จูเนียร์ และ หลุยส์ แบรนไดส์ ทั้งคู่เป็น “ตุลาการผู้ช่วย” (Associate Justice) มิใช่ประธานตุลาการ และหลายครั้งที่เป็นเสียงข้างน้อยในองค์คณะ จึงต้องเป็นฝ่ายทำความเห็นแย้ง ซึ่งความเห็นแย้งของทั้งสองท่านได้รับการยอมรับกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ

โอลิเวอร์ เวนเดลล์ โฮล์มส์ จูเนียร์ อาวุโสสูงกว่า หลุยส์ แบรนไดส์ มาก ทั้งโดยวัยและบทบาทในศาลสูงสุด โฮล์มส์แก่กว่าแบรนไดส์ถึง 15 ปี และเป็นตุลาการในศาลสูงสุดก่อนถึง 14 ปี แต่ จอห์น รีเบิร์น กรีน นักประวัติศาสตร์กฎหมาย เชื่อว่าโฮล์มส์ได้รับอิทธิพลแนวคิดเสรีนิยมที่ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพจากแบรนไดส์ โดยเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 2462

แบรนไดส์ เขียนว่า “ผู้ร่างรัฐธรรมนูญของเราได้รับรองที่จะประกันเงื่อนไขต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถแสวงหาความสุขได้ ท่านตระหนักถึงความสำคัญแห่งธรรมชาติด้านจิตใจของผู้คน ตลอดจนความรู้สึกและความคิด ท่านรู้ว่าความเจ็บปวด ความเพลิดเพลิน และความพึงพอใจในชีวิตเกิดจากวัตถุเพียงส่วนหนึ่ง ท่านได้แสวงหาหนทางที่จะปกป้องชาวอเมริกันในเรื่องความเชื่อ ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก ท่านไม่ยอมให้รัฐบาลเข้าไปละเมิดสิทธิที่อยู่ตามลำพัง ซึ่งเป็นสิทธิที่สำคัญที่สุด และมีค่าสูงสุดของผู้คนที่อารยะ”

แนวคิดเรื่อง “สิทธิความเป็นส่วนตัว” และ “สิทธิที่จะอยู่ตามลำพัง” ของแบรนไดส์ เริ่มจากสถานะเป็น “ความเห็นแย้ง” แต่ต่อมาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และพัฒนาเป็นเรื่องสิทธิอื่นๆ ตามมามากมาย เช่น สิทธิในเรื่องการคุมกำเนิด การทำแท้ง และสิทธิที่จะตาย เป็นต้น

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย “รื้อปรับใหม่” ของประธานาธิบดี แฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในการฟื้นฟูประเทศจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นในสหรัฐ แบรนไดส์เป็นหนึ่งในกลุ่ม “ทแกล้วทหารสามเกลอ” (Three Musketeers) ซึ่งเป็นกลุ่มเสรีนิยมในศาลสูงสุด อีก 2 ท่าน คือ เบนจามิน คาร์โดโซ และ ฮาร์แลน ฟิสค์ สโตน ส่วนกลุ่ม “อนุรักษ์” มี 4 คน เรียกว่า “จ๊อกกี้สี่สหาย” (Four Horsemen)

แรกๆ แบรนไดส์ก็เป็นฝ่ายต่อต้านนโยบายนิวดีล ของรูสเวลต์ เพราะเป็นแนวคิดที่สวนทางกับความเชื่อหลักของแบรนไดส์อย่างตรงข้าม เพราะล้วนส่งเสริม “ความใหญ่โต” (ฺBigness) และ “การรวมศูนย์อำนาจ” (Centralization) ของรัฐบาลกลางทั้งสิ้น

ในคดีระหว่างบริษัทสัตว์ปีกเชคเตอร์กับสหรัฐ (Schechter Poultry Corp. v. United States) ตัดสินเมื่อ พ.ศ. 2478 พิพากษาให้กฎหมายฟื้นฟูอุตสาหกรรมแห่งชาติ (National Industrial Recovery Act เรียกย่อๆ ว่า NIRA) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กฎหมายดังกล่าวเป็น “เครื่องมือ” ชิ้นแรกๆ ของรูสเวลต์ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำรุนแรง ให้อำนาจกลุ่มบริษัทของรัฐสามารถกำหนดราคาและแทรกแซงตลาด นับเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับธุรกิจเอกชนครั้งใหญ่ในสหรัฐ ศาลสูงสุดตัดสินให้กฎหมายดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นกฎหมายที่ให้ “ดุลพินิจอันไม่มีขีดจำกัด” (Unfettered Discretion) แก่ประธานาธิบดีที่จะออกกฎหมายอะไรก็ได้ที่เขาคิดว่าจำเป็นเพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แบรนไดส์บอกกับทีมงานของประธานาธิบดีว่า “นี่เป็นการสิ้นสุดของการรวมศูนย์อำนาจ ผมอยากให้คุณกลับไปบอกประธานาธิบดีว่า เราจะไม่ปล่อยให้รัฐบาลรวมศูนย์ทุกสิ่งทุกอย่าง”

คำตัดสินของศาลสูงสุดหลายฉบับที่ล้มเลิกมาตรการสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประธานาธิบดีรูสเวลต์ ก่อให้เกิดความบาดหมางอย่างรุนแรง จนทำให้ฝ่ายประธานาธิบดีเปิดศึกเพื่อต่อต้านการใช้อำนาจของศาล ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป

แบรนไดส์ลาออกจากตำแหน่งตุลาการศาลสูงสุด เมื่อเดือน ก.พ. 2482 และถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2484 จากโรคหัวใจวาย ศพของแบรนไดส์และภรรยาฝังไว้ที่หน้ามุขของโรงเรียนกฎหมายแห่งมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ เอกสารสำคัญของเขาเก็บรักษาไว้ ณ ห้องสมุดที่นั่น

ความคิดสำคัญของแบรนไดส์ได้กลายเป็นกฎหมายในเวลาต่อมา ได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับค่าแรงและชั่วโมงการทำงาน สิทธิในการรวมตัวกันของผู้ใช้แรงงาน เสรีภาพในการพูดและสิทธิความเป็นส่วนตัว เวย์น แม็คอินทอช เขียนถึงเขาว่า “ในมหาวิหารแห่งความยุติธรรมแห่งชาติของเรา ... ส่วนหนึ่งแห่งเทพบิดรทางกฎหมาย คือ หลุยส์ แบรนไดส์ ... เขาไม่เพียงเป็นตุลาการผู้ยิ่งใหญ่ แต่เป็นนักปฏิรูปสังคม นักนวัตกรรมทางกฎหมาย วีรบุรุษด้านแรงงาน...” ดีน แอซีสัน อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนั้น กล่าวว่า เขาคือผู้อุ้มชู
ผู้ยากไร้ “ให้คนอนาถาได้บรรลุถึงการเติบโตด้านศีลธรรม”

สำนักงานไปรษณีย์แห่งชาติสหรัฐ ได้จัดทำแสตมป์ที่ระลึกและสดุดีแบรนไดส์ว่า เป็น “แชมเปี้ยนของการปฏิรูปที่ก้าวหน้า ... อุทิศชีวิตเพื่อความยุติธรรมในสังคม ต่อสู้เพื่อสิทธิของพลเมืองทุกคนให้พูดได้อย่างเสรี ทัศนะอันยิ่งใหญ่เรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของเขายังคงมีอิทธิพลต่อความคิดทางกฎหมายในปัจจุบัน”

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์