
ทุบสถิติปีม้า 2557 จำนำข้าวเจ๊งยับ ตลาดหุ้นร้อนฉ่า
ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนโบกมือลาปีมะเมีย 2557 ตลาดทุนไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ปั่นป่วนจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดทุนโลก
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจ/การเงิน/ตลาดทุน
ช่วง 2 เดือนสุดท้ายก่อนโบกมือลาปีมะเมีย 2557 ตลาดทุนไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ปั่นป่วนจากสถานการณ์ความผันผวนของตลาดทุนโลก จนสร้างสถิติใหม่ๆ ที่น่าประหลาดใจระคนผวาถึงแนวโน้มในปีหน้า 2558
ทองคำต่ำสุดรอบ 4 ปี
เริ่มจากต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลงต่ำสุดรอบ 4 ปี มาอยู่ที่ 1,135 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือบาทละ 1.78 หมื่นบาท จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่องของสหรัฐ รวมถึงการยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) และแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยปีหน้า
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก คาดว่าสิ้นปีราคาทองจะปิดที่ 1,150 เหรียญสหรัฐ หรือบาทละ 1.8 หมื่นบาท จากต้นปีที่ราว 1,200 เหรียญสหรัฐ หรือบาทละ 2.05 หมื่นบาท คาดว่าราคาทองจะทำสถิติต่ำสุดใหม่ไตรมาส 2 ปีหน้า ที่ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ หรือบาทละ 1.72 หมื่นบาท เพราะคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หลังจากนั้นราคาจะทรงตัวและกลับมาเคลื่อนไหวที่ 1,130-1,220 เหรียญสหรัฐ หรือบาทละ 1.77-1.88 หมื่นบาท บนค่าเงินบาทที่ 33-33.5 บาท/เหรียญสหรัฐ
ซื้อ-ขายหุ้นวันเดียวแสนล้าน
ต่อมาวันที่ 15 ธ.ค.ตลาดหุ้นไทยได้เกิดข่าวลืออันไม่เป็นมงคล ผสมโรงกับหุ้นน้ำมันที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกดิ่งสุดรอบ 5 ปี ทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีการซื้อขายมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดมาคือ 102,636.24 ล้านบาท จากการที่ดัชนีหุ้นดิ่งหนักสุดถึง 138.96 จุด หรือลดลง 9.17% แต่ได้แรงช้อนซื้อของนักลงทุนในประเทศจนในที่สุดดัชนีตีตื้นขึ้นมาปิดที่ 1478.49 จุด ลดลงเพียง 36.46 จุด หรือ 2.41% เท่านั้น
แรงขายมาจากนักลงทุนต่างชาติ พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ และกองทุนในประเทศนั่นเอง หุ้นที่ลดลงมากที่สุด คือหุ้นพลังงานน้ำมันที่มีขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของตลาดหุ้น
น้ำมันโลกหลุด 60 เหรียญ
จากคาดการณ์ราคาน้ำมันเฉลี่ยในปีนี้ที่ 90-112 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ความผันผวนที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าหักปากกาเซียนทุกสำนัก เมื่อการงัดข้อระหว่างกลุ่มใหม่ที่นำโดยธุรกิจเชลออยล์ หรือน้ำมันจากหินน้ำมัน กับกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ฉุดให้ราคาน้ำมันโลกดิ่งลงทุบสถิติใหม่ในรอบ 5 ปี ที่ 55.91 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทั้งปี 2557 ราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวสุดกว้างในกรอบ 55–111 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ในปี 2558 มีแนวโน้มว่าอุปทานน้ำมันดิบจะล้นตลาดมากขึ้น ทำให้คาดว่าราคาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 64 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ผลของราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลง นับเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยฉวยจังหวะนี้ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งการลดเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และการปรับขึ้นภาษีน้ำมันดีเซล จะเห็นได้ว่าราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับลดลงอย่างมากนับตั้งแต่เดือน พ.ค. โดยกลุ่มเบนซินและแก๊สโซฮอล์ ลงไปประมาณ 11 บาท/ลิตร ส่วนกลุ่มดีเซลลงมา 2-3 บาท/ลิตร
เงินบาทพลิกอ่อนค่ารอบ 4 ปี
หลังจากที่เงินบาทแข็งค่ามาต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือน ก.พ. 2553 เนื่องจากสหรัฐใช้มาตรการคิวอีมาตั้งแต่ปี 2551 ทำให้สภาพคล่องมหาศาลทะลักเข้าไปเก็งกำไรในตลาดเกิดใหม่ แต่ในปีนี้เงินบาทได้พลิกกลับมาอ่อนค่า โดยอ่อนค่าสุดแตะ 33.15 บาท/เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่วันที่ 6 ม.ค. จากปัจจัยการเมืองในประเทศที่ตึงเครียด และเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้น
ทว่า หลังจากนั้นมาเงินบาทก็กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง โดยแข็งค่ามากที่สุดในปีนี้ที่ 31.75 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ซึ่งเป็นวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ตลอดทั้งปี 2557 เงินบาทเคลื่อนไหวในช่วง 31.75–33.15 บาท/เหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตามเงินบาทนับว่าอ่อนค่าลงไปเพียง 0.15% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ริงกิต มาเลเซีย ที่อ่อนค่าลง 5.95% เนื่องจากเงินบาทอ่อนค่าไปมากแล้วในปี 2556 และการเมืองที่นิ่งขึ้นในปีนี้ ทำให้มีทุนต่างชาติไหลเข้ามาต่อเนื่อง
ขาดทุนจำนำข้าวเจ๊งยับ
ไม่มีโครงการใดอีกแล้วที่จะทำให้รัฐบาลขาดทุนได้ขนาดนี้ จากการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว 15 โครงการ ตั้งแต่ปี 2547 ถึง 2556 โดยปิดบัญชีถึงวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีผลขาดทุนรวมถึง 6.82 แสนล้านบาท เป็นผลขาดทุน 11 โครงการแรก สมัยก่อนรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 1.63 แสนล้านบาท และผลขาดทุนจากการรับจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ใน 4 โครงการหลังในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ จำนวน 5.1 แสนล้านบาท
ผลการปิดบัญชีดังกล่าวระบุด้วยว่า ยังมีสินค้าคงเหลือในสต๊อก 19.2 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 2.25 แสนล้านบาท ผลขาดทุนดังกล่าวได้รวมมูลค่าของข้าวที่เสื่อมคุณภาพ 3.3 หมื่นล้านบาท เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้รัฐบาลยังมีกำหนดปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวใหม่อีกครั้ง สำหรับรอบปีงบประมาณ 2557 ในเดือน ม.ค. 2558 เพื่อประเมินภาพรวมตามสิ้นปีงบประมาณว่า ผลการดำเนินโครงการจะเป็นภาระต่องบประมาณที่ต้องตั้งชดเชยในปีงบประมาณ 2559 เท่าใด
หนี้ครัวเรือนพุ่งกระฉูด
อีกสถิติที่เป็น “นิวไฮ” ของจริงต้องให้หนี้ครัวเรือนไทย ที่สูงสุดทุบสถิติใหม่ โดยสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นไปแตะสถิติ 83.5% ของจีดีพีประเทศ จาก 56.5% ในไตรมาสแรกของปี 2552 หรือสูงเป็นที่ 2 ในอาเซียนรองจากมาเลเซีย และเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชีย โดยช่วง 5 ปีมานี้หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นปีละไม่ต่ำกว่า 10%
ปัจจัยที่ทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งขึ้นมีตั้งแต่การแข่งปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินบนดอกเบี้ยต่ำ และการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น นโยบายรถคันแรก และบ้านหลังแรก คาดว่าสิ้นปี 2557 นี้ หนี้ครัวเรือนอาจพุ่งสูงถึง 85% ของจีดีพี อย่างไรก็ตามระดับของการเพิ่มขึ้นก็เริ่มปรับตัวลงแล้ว







