
กระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า
เมื่อปี 2549-2550 มีคดีที่เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ คือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย มีข่าวนายตำรวจระดับพันตำรวจเอก ได้ไปพบตุลาการรัฐธรรมนูญให้ช่วยพรรคไทยรักไทย เป็นข่าวที่กระทบถึงกระบวนการยุติธรรม จนทำให้ศาลฎีกาต้องตั้งคณะทำงานสอบสวนเรื่องนี้ แล้วส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีในข้อหา ติดสินบน
เมื่อปี 2549-2550 มีคดีที่เป็นที่สนใจของคนทั้งประเทศ คือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคไทยรักไทย มีข่าวนายตำรวจระดับพันตำรวจเอก ได้ไปพบตุลาการรัฐธรรมนูญให้ช่วยพรรคไทยรักไทย เป็นข่าวที่กระทบถึงกระบวนการยุติธรรม จนทำให้ศาลฎีกาต้องตั้งคณะทำงานสอบสวนเรื่องนี้ แล้วส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน ดำเนินคดีในข้อหา ติดสินบน
ในการสอบสวน นายตำรวจผู้นี้ให้การว่า เป็นการพูดเล่น
การสอบสวนเป็นข่าวอยู่ระยะหนึ่ง จนถึงปี 2551 พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนสั่งฟ้องไปให้อัยการพิจารณา พนักงานอัยการท่านพิจารณาจนถึงปี 2552 ก็มีคำสั่งไม่ฟ้อง โดยอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาในขณะนั้น คือ ท่านกายสิทธิ์ พิศวงปราการ ให้เหตุผลว่า หลักฐานไม่ชัดเจน “กรณีที่ พ.ต.อ.ชาญชัย ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าพูดจริง แต่เป็นการพูดเล่น ถือว่าไม่ได้รับสารภาพ 100% ว่าติดสินบนจริง คำพูดเล่นๆ ของ พ.ต.อ.ชาญชัย อัยการเห็นว่า ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานยันความผิดในศาลได้”
ท่านอัยการท่านคงเชื่อว่า เป็นการพูดเล่นจริง แล้วตัดสินไปเลยว่า ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องที่พูดเล่นกันได้ด้วยหรือ โดยเฉพาะไปพูดเล่นกับตุลาการที่ท่านมีหน้าที่ตัดสินคดี ตามขั้นตอน เมื่ออัยการมีความเห็นไม่ตรงกับพนักงานสอบสวน สำนวนจะถูกส่งไปที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้พิจารณา แล้วข่าวก็ดูเหมือนจะเงียบหายไป จนเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญาตัดสินให้ลงโทษจำคุก พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา
คดีนี้ นับจากเป็นข่าวและเริ่มกระบวนการยุติธรรมเมื่อปี 2550 จนถึงศาลชั้นต้นตัดสิน เป็นเวลาถึง 7 ปี และจำเลยคงใช้สิทธิอุทธรณ์-ฎีกาต่อไป ตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี ถึงชั้นฎีกา น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 ปี รวมแล้ว เป็นเวลาประมาณ 12 ปี หรืออย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปี กว่าคดีที่ถึงที่สุด
ถ้าจำเลยจะต้องได้รับโทษ ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ถึงเวลานั้น ผู้คนคงลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว หากจำเลยอายุมาก สุขภาพไม่ดี ก็อาจลาจากโลกไปก่อนเหมือนหลายๆ คดีที่ผ่านมา หรือถ้าสุขภาพยังแข็งแรง ก็คงหนีออกนอกประเทศ แล้วค่อยย้อนกลับมารักษาตัวในโรงพยาบาลเหมือนกำนันคนดัง เจ้าพ่อเมืองชล
มีภาษิตฝรั่งบอกไว้ว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม (Justice delayed is Justice denied) ผมเห็นด้วยกับภาษิตฝรั่งเพียงบางส่วน ในบางกรณีความล่าช้าอาจเป็นความยุติธรรมก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทและข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป
ความผิดที่กระทบถึงสังคมส่วนรวม เช่น ฆ่าคนตาย ลักทรัพย์ หรือความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการติดสินบนเจ้าหน้าที่ ล้วนเป็นคดีที่ควรจะต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เพื่อให้สังคมได้ตระหนักว่า ถ้าทำผิดกฎหมาย จะต้องได้รับโทษ อันเป็นการปรามให้คนไม่ดีในสังคมคิดที่จะกระทำความผิด แต่หากกระบวนการยุติธรรมล่าช้า กว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้เป็นระยะเวลายาวนานจนคนในสังคมลืมเลือนไปแล้ว หลังเกิดเหตุ คนทำผิดยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้ตามปกติ เช่นนี้ ความรู้สึกเกรงกลัวกฎหมายก็จะลดน้อยลง
กระบวนการยุติธรรมไม่ได้อยู่ที่ศาลเท่านั้น กระบวนการยุติธรรมในทางอาญา โดยเฉพาะความผิดต่อแผ่นดิน องค์กรที่มีหน้าที่ในการนำคดีขึ้นสู่ศาล เริ่มต้นจากพนักงานสอบสวน ซึ่งคดีทั่วไปคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าเป็นคดีเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ทุจริตคอร์รัปชั่น คือ ป.ป.ช. ที่มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน แล้วนำเสนอให้พนักงานอัยการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทนายแผ่นดิน พิจารณาความสมบูรณ์ของสำนวน เพื่อนำคดีขึ้นสู่ศาล
คดีนี้ ศาลอาญาใช้เวลาพิจารณาไม่นานมาก เพียงไม่เกิน 2 ปี ซึ่งอยู่ในระยะเวลาที่ยอมรับได้ เท่ากับว่าคดีนี้ อยู่ในกระบวนการต้นน้ำ 5 ปี แยกเป็นชั้นพนักงานสอบสวน 1 ปี อยู่ในชั้นการพิจารณาของพนักงานอัยการที่อาจมีการสั่งให้พนักงานสอบสวน สอบพยานเพิ่มเติม การส่งคำสั่งไม่ฟ้องไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณา กลับไปกลับมา เป็นเวลา 4 ปี คำถามที่เกิดขึ้นสำหรับเรื่องนี้คือ กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำในชั้นพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ทำไมจึงล่าช้า
ถ้าเราย้อนกลับไปดูการเมืองในช่วงการทำงานของกระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ อาจทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า อะไรคือเหตุแห่งความล่าช้า กระบวนการยุติธรรมต้นน้ำ จะมีส่วนสัมพันธ์กับอำนาจทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานอัยการก็ตาม
เจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น พอเข้าใจได้ว่า เป็นข้าราชการที่อยู่ภายใต้การเมือง แต่สำหรับพนักงานอัยการ ถือเป็นองค์กรที่เป็นอิสระ ไม่น่าจะยอมก้มหัวให้กับอำนาจทางการเมือง แต่ที่ผ่านมาดูเหมือนว่า จะมีทิศทางไปแบบเดียวกับตำรวจ การปฏิบัตินอกทำนองคลองธรรมของข้าราชการ มักเกิดจากผลประโยชน์เป็นส่วนใหญ่ หากไม่มีเรื่องประโยชน์มาเกี่ยวข้อง ปัญหาจะน้อย อาจมีเรื่องอัตตาที่ถือเอาความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ซึ่งจะสร้างปัญหาได้ถ้าความเห็นของตนเองผิด หรือเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง
การปฏิรูปประเทศของ คสช.ในวันนี้ หากไม่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม อันเป็นหัวใจของการสร้างค่านิยมให้คนเคารพกฎหมาย การยึดอำนาจครั้งนี้ ก็คงเสียของไม่ต่างจากปี 2549 หากกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นที่พึ่งสุดท้ายได้แล้ว คนที่มีปัญหาขัดแย้งกัน เขาอาจคิดถึง เสธ. มากกว่าคิดถึง ศาล







