
เลือกตั้งสูตรเยอรมัน ลดอำนาจพรรคใหญ่
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เดินทางมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เดินทางมาถึงจุดสำคัญอีกครั้ง ภายหลังได้เสร็จสิ้นกระบวนการวางโครงสร้างระบอบการเมือง นักการเมือง สถาบันการเมืองไปสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี้จะเป็นหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะ กมธ.จะต้องนำไปสกัดออกมาเป็นรายมาตรา และกลับมาเสนอต่อคณะ กมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 12 ม.ค.ต่อไป
ประเด็นสำคัญของโครงสร้างใหม่ที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ ได้ดำเนินการมีอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงที่มาของนายกรัฐมนตรี 2.การเพิ่มอำนาจให้กับวุฒิสภาและการปรับเปลี่ยนกระบวนการในการได้มาซึ่ง สว.ใหม่ และ 3.การนำระบบเลือกตั้ง สส.แบบ “สัดส่วนผสม” มาใช้กับประเทศไทย แบ่งเป็น สส.ระบบแบ่งเขต 250 คน และ สส.ระบบสัดส่วน 220 คน
จากประเด็นสำคัญทั้งสามข้อดังกล่าว ต้องยอมรับว่าในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง สส. เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กับการให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็น สส. เพราะการเลือกตั้งด้วยวิธีดังกล่าวกำลังทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการเมืองไทยในอนาคตจะกลับไปสู่ความไร้เสถียรภาพแบบในอดีตหรือไม่
สำหรับระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสม คือการคิดตามคะแนนจริงที่ประชาชนลงให้กับแต่ละพรรคและนำไปคำนวณกับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อให้ได้จำนวน สส.ตามความต้องการของประชาชน
ยกตัวอย่างในกรณีของการเลือกตั้งตามระบบใหม่ เช่น หากพรรคการเมืองใดได้คะแนนของระบบสัดส่วน 10% เท่ากับจะได้จำนวน สส. 45 คน โดยถ้าพรรคนี้ได้ สส.แบ่งเขตไม่ถึง 45 คน ก็จะนำจำนวน สส.ระบบสัดส่วนมาเติมให้ได้ครบ 45 คน แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคนี้ได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 45 คนแล้ว ก็จะไม่มีการเพิ่ม สส.จากระบบสัดส่วนให้อีก
กรณีตัวอย่างข้างต้นของการใช้ระบบเลือกตั้งแบบใหม่ เห็นได้ว่าต่างจากเดิมพอสมควร เพราะในอดีตถ้าพรรคการเมืองใด สส.ทั้งสองระบบ ทั้งแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อเท่าไหร่ก็ให้มารวมกันเพื่อรับรองให้เป็น สส.ในสภา แต่ระบบใหม่ไม่ใช่อย่างนั้น
คณะ กมธ.ยกร่างฯ ให้เหตุผลของการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านเอกสารรายงานหัวข้อ “หลักการใหม่เกี่ยวกับระบบการเมือง นักการเมืองและสถาบันการเมือง” ว่า “ระบบเลือกตั้งแบบนี้ทําให้คะแนนเสียงของฝ่ายข้างน้อยไม่เสียไป แต่มี สส.เข้าไปตามสัดส่วนของบัญชีรายชื่อ ที่สําคัญคือทําให้ไม่เกิด winner takes all หรือกินรวบ แบบเดิม”
เมื่อมองทั้งในตัวระบบเลือกตั้งแบบใหม่และเจตนารมณ์ของคณะ กมธ.ยกร่างฯ แล้ว นับว่ามีเป้าหมายที่ต้องการให้มี สส.จากพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กใส่สูทเดินเข้าสภามากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นข้อดี เนื่องจากจะเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มภาคประชาสังคมมีพื้นที่ในสภาผู้แทนราษฎร
แต่ถึงกระนั้น ต้องไม่ลืมว่า แม้ สส.ในสภาที่ผ่านมาจะไม่ได้มีลักษณะของการเป็นพรรคการเมืองสองขั้วระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ก็จริง เพราะมีพรรคการเมืองอื่นๆ อีก 9 พรรค ที่สามารถเข้าสภาได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่าพรรคการเมืองฝ่ายเสียงข้างมากในสภากลับมีเสียงที่ห่างจากพรรคการเมืองอื่นค่อนข้างมาก จึงทำให้เกิดการใช้เสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จ
หากมองถึงเหตุผลในทางการเมืองของการผลักดันระบบเลือกตั้งเยอรมัน ย่อมหนีไม่พ้นการพยายามลดทอนไม่ให้พรรคเพื่อไทยมีความเป็นพรรคที่มีเสียงข้างมากเด็ดขาด ทว่าในอีกมุมหนึ่งอาจต้องแลกมาด้วยปัญหาเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต
ต้องยอมรับว่า กระบวนการเลือกตั้งลักษณะนี้เอื้อให้เกิดพรรคเบี้ยหัวแตกเป็นจำนวนมาก พรรคการเมืองใหญ่จำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองขนาดกลางและเล็กมาร่วมรัฐบาลเพื่อเป็นเสียงสนับสนุนในสภาเวลาผ่านกฎหมาย ซึ่งแน่นอนว่าพรรคการเมืองขนาดย่อมเหล่านี้ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากจนส่งผลให้เสถียรภาพรัฐบาลไม่มีความมั่นคง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ที่การเมืองจะเข้าสู่เดิม การพัฒนาประเทศในบางเรื่องที่ต้องอาศัยความมั่นคงและความต่อเนื่องก็ไม่สามารถดำเนินการให้เป็นรูปธรรมได้
ที่สุดแล้วระหว่างการได้ระบบเลือกตั้งใหม่ต้องแลกกับเสถียรภาพการเมือง จะคุ้มหรือไม่







