posttoday
เด็กไทยเครียด ฆ่าตัวตายเพิ่มตะลึง!หาเสียงประธานนักเรียนขู่เผาโรงเรียน

เด็กไทยเครียด ฆ่าตัวตายเพิ่มตะลึง!หาเสียงประธานนักเรียนขู่เผาโรงเรียน

13 มิถุนายน 2553

สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยโครงการ Child Watch นำเสนอผลงานวิจัยและแนวทางการขับเคลื่อนโครงการ Child Watch : กรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อวันที่ 11 มิ.ย. นายสมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมเด็กด้อยโอกาส คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้านักวิจัยทีมภาค กรุงเทพฯ ปริมณฑล กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2548 มองเห็นการทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนดังนี้ 1.ปี 2553 จะเห็นการขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังเด็กและเยาวชนที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศแผนปรองดอง โดยจะใช้พลังบริสุทธิ์ของเด็กและเยาวชนเคลื่อนความปรองดองแห่งชาติ เพื่อทำให้ผู้ใหญ่ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงเลิกทะเลาะกัน

2.จากนี้จะนำข้อมูลที่ได้รับมาเปลี่ยนวิธีการคิด ที่ผ่านมาจะมีแต่ตัวบ่งชี้ด้านลบ ต่อไปนี้จะปรับให้เป็นเชิงบริหารจัดการเชิงบวก โดยบรรดาผู้บริหาร ครู หรือนักพัฒนาสังคม ใครแก้ปัญหาได้ ต้องให้เอพลัส ไม่ใช่ให้ทำงานในลักษณะปิดทองหลังพระ และยังเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คือการเคารพนวัตกรรมในพื้นที่ ไม่ใช่ให้ส่วนกลางเป็นคนคิด และ 3.ในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา เห็นการเปลี่ยนแปลงขยับจากพื้นที่มาเป็นลำดับ มีการเปิดพื้นที่เด็กและเยาวชนมากขึ้น

นายสมพงษ์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ต้องทำงานหนักต่อไป เป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้น เด็กในประเทศไทยมีประมาณ 12 ล้านคน มี 910 ล้านคน อยู่ในระบบการศึกษา ส่วนที่เหลืออีก 23 ล้านคน ถูกผลักออกจากระบบการศึกษา อยู่สถานพินิจฯ ประมาณ 5 หมื่นคน อีกแสนกว่าคนถูกผลักออก

“ปีนี้มีงานวิจัยที่น่าสนใจ คือเรื่อง “เด็กลอยล่อง” ที่ลอยล่องอยู่ตามร้านเกม ผับ คอสะพาน ตั้งแต่สี่ทุ่มถึงตีสาม และเรื่องเด็กไม่นอน ที่ จ.สมุทรปราการ อ่านแล้ววางไม่ลง สะท้อนให้เห็นว่า เด็ก 1421 ปี ไปอยู่ตรงนั้น ที่ผับ ร้านเกม ถามว่าเปิดได้อย่างไร 24 ชั่วโมง อีกกลุ่มคือ ลูกแรงงานต่างด้าว มีเยอะมาก จะทำอย่างไรกับเขา ถ้าไม่ให้โอกาส ไม่ให้การศึกษา เขาจะเป็นอย่างไร และเด็กกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานเข้ามา เป็นลูกกรรมกรที่เข้ามาทำงาน นายกรัฐมนตรีฝากเรื่องนี้มาเมื่อการประชุมครั้งที่แล้ว”

นี่เป็นเด็ก 23 ล้านคน ที่อยู่นอกระบบ จะทำอย่างไร การเฝ้าสถานการณ์ระดับจังหวัด ระดับพื้นที่สำคัญ ทำให้ทราบว่าเด็กจะอยู่ตรงไหน จะช่วยเขาอย่างไร” นายสมพงษ์ กล่าว

พ.ต.อ.สุรศักดิ์ เลาหพิบูลย์กุล รองหัวหน้านักวิจัยทีมภาค กรุงเทพฯ ปริมณฑล กล่าวว่า จากการวิจัยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในปี 25512552 พบว่า เด็กและเยาวชนยังมีปัจจัยเสี่ยงสูง (High Risk) ในด้านต่างๆ คือ 1.ด้านสุขภาพจิต เด็กมีอาการเครียดจนนอนไม่หลับหรือปวดท้อง 2544% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยภาคในปีที่ผ่านมา

“สอดคล้องกับจำนวนเด็กที่พยายามฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นจาก 13 คนต่อประชากรแสนคน เป็น 17 คนต่อประชากรแสนคน ซึ่งในประเทศไทย 3 ใน 10 ของคนไทยที่ฆ่าตัวตาย คือ เด็ก สาเหตุที่มาแรงตอนนี้ คือ รายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย ในเรื่องสุขภาพจิต เช่น เด็กเผาโรงเรียน ได้คุยกับอาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง ซึ่งมีการหาเสียงประธานนักเรียน โดยบอกว่าหากได้รับเลือกจะยกเลิกเข้าแถวตอนเย็น ถ้าทำไม่ได้จะเผาโรงเรียน ปรากฏว่าได้รับเลือกเป็นประธาน ไม่คิดว่าจะทำจริง แต่คงพูดเอาใจฐานเสียงเหมือนนักการเมือง”

2.ปัญหาการทุจริตคดโกงของประเทศ เด็กคิดว่าผู้ใหญ่ทุจริตคดโกงมากขึ้น พุ่งพรวด โดยเด็กระดับมัธยมต้นอุดมศึกษา คิดว่าประเทศมีการทุจริตคดโกงในระดับมากอยู่ในช่วง 8394% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 5571% เรื่องนี้ไม่ต้องแปลกใจ เพราะมีการชุมนุมทางการเมือง มีการตัดสินคดีทุจริตมาก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ การที่ผู้ใหญ่ไม่แก้เรื่องนี้ และเห็นเรื่องการทุจริตคดโกงเป็นเรื่องปกติ เด็กก็จะเห็นเป็นเรื่องปกติ

3.พฤติกรรมการเล่นเกม เด็กและเยาวชนเล่นเกมสูงขึ้นจาก 2837% เป็น 2840% 4.พฤติกรรมทางเพศ เด็กและเยาวชนยอมรับการอยู่ก่อนแต่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 3264% เป็น 3561% 5.การเข้าสถานพินิจฯ เด็กและเยาวชนเข้าสถานพินิจฯ เพิ่มขึ้นเป็น 272 คนต่อประชากรแสนคน จากเดิมเมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน 232 คนต่อประชากรแสนคน 6.การดื่มเหล้า เด็กมัธยมศึกษาตอนต้นอุดมศึกษา ดื่มเหล้าเป็นครั้งคราวถึงเป็นประจำสูงขึ้นจากเดิม 1448% เป็น 2151% และ 7.ปัญหายาเสพติด เด็กระดับประถมศึกษาอุดมศึกษา พบเห็นการเสพยาเสพติดในสถานศึกษาสูงขึ้นจาก 523% เป็น 1138%

พ.ต.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนด้านปัจจัยสร้างหรือปัจจัยปกป้องสูง (High Protection) ของเด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้น พบว่า 1.ด้านงบประมาณการศึกษาของท้องถิ่น พบว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะจัดสรรงบให้มากกว่า อปท.ขนาดเล็ก 2.ด้านครอบครัว พบว่าเวลาเฉลี่ยในการพุดคุยกับพ่อแม่เพิ่มขึ้นเป็น 2–2 ชั่วโมงครึ่ง 3.ด้านการอ่าน มีการอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกเพิ่มขึ้น คือ 38104 นาที 4.ชอบไปโรงเรียนอยู่ในอัตราที่สูง 5.ด้านศาสนา ไปวัดเป็นประจำในอัตราที่สูง และ 6.ด้านทัศนคติและความผูกพันกับท้องถิ่น พบว่ามีความรู้สึกว่าจังหวัดที่ตนเองอยู่เป็นจังหวัดที่น่าอยู่ในระดับปานกลางถึงมาก 9093%

นอกจากนี้ จากผลการวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยสร้างดังกล่าว ทีมงานวิจัยได้สังเคราะห์เป็นข้อเสนอดังนี้ 1.ครอบครัวต้องให้เวลาแก่บุตรหลานอย่างพอเพียง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ผู้ใหญ่ต้องทำตัวเป็นตัวอย่างแก่เด็ก สร้างความเข้มแข็งด้านจิตใจให้แก่เด็ก 2.โรงเรียนควรจัดการเรียนการสอนที่ตอบสนองเด็กเป็นรายบุคคล จัดทำโครงการปกป้องและพัฒนาที่ตอบสนองความสนใจเด็กอย่างแท้จริง ปลูกฝังเรื่องจิตอาสา 3.อปท.ต้องเข้ามามีส่วนร่วมจัดกิจกรรมรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยงต่อเด็กให้มากขึ้นและเพิ่มปัจจัยสร้าง และ 4.รัฐต้องสนับสนุนการจัดสรรงบแก่ อปท.ขนาดเล็ก เพื่อให้ดูแลการศึกษาที่ตอบสนองท้องถิ่นได้เอง และจัดระบบการวัดผลสัมฤทธิ์การศึกษาที่มีข้อโต้เถียงน้อยลง ตลอดจนบังคับใช้กฎหมายต่อพื้นที่เสี่ยงโดยเคร่งครัด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท