การข่มขู่
ผู้คนทุกวันนี้ดูเหมือนจะอยู่กันด้วยการข่มขู่กันและกัน โดยเฉพาะในระดับมหภาค ซึ่งพวกเราอาจจะไม่ค่อยได้ตระหนักเรื่องนี้เท่าใดนัก เราอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่าเราได้ข่มขู่ใครไปบ้าง หรืออาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่เราทำไปเขาเรียกว่า การข่มขู่
เราลองนึกเอาง่ายๆ ถึงคำว่า
“ข่มขู่” โดยแยกออกเป็นสองคำ “ข่ม” กับ “ขู่” บ่อยครั้งผู้คนมักจะเรียกคนที่ชอบยกตนขึ้น ในขณะเดียวกันก็กดผู้อื่นลงด้วยสำนวนว่า “ยกตนข่มท่าน” ซึ่งเป็นการกระทำที่จะก่อให้เกิดความอาฆาตบาดหมางกันได้ เช่น การบอกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นดี ตนเป็นนักการเมืองที่ดี สิ่งที่ผู้อื่นทำนั้นเลว ผู้อื่นเป็นนักการเมืองที่เลว เรื่องเช่นนี้แม้ว่าจะเป็นความจริง แต่ผู้ที่ถูกกระทบก็ย่อมรู้สึก โดยเฉพาะผู้ที่พูดว่าตนดีนั้นไม่ได้ดีจริงส่วนอาการของคำว่า
“ขู่” นั้นคือ การพูด หรือแสดงให้เห็นว่าจะคุกคาม เช่น แมวขู่ หมาขู่ ก็โดยการแยกเขี้ยว ยิงฟัน หรือทำขนลุกขนชัน เพื่อให้รู้ว่ากำลังจะกระทำการอะไรบางอย่าง ให้สิ่งที่ตนเห็นว่าจะเป็นภัย หรือไม่เป็นที่สบอารมณ์ตนรู้ว่าอย่ามายุ่งกับตน หรือให้หลีกหนีไปให้ห่าง หรือแม้กระทั่งให้ยอมทำตามที่ตนต้องการเมื่อรวมคำว่า
“ข่ม” เข้ากับ “ขู่” จึงกลายเป็นการยกตนขึ้นเพื่อให้ผู้อื่นเห็นว่าตนสามารถที่จะคุกคามเขาได้ เช่นนี้พอจะเห็นภาพไหมครับ ลองนึกถึงตัวอย่างดู กลุ่มคนเสื้อสีหนึ่งบอกว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าเลว พวกเขาซึ่งเป็นคนหวังดีต่อบ้านเมืองจะต้องดำเนินการ โดยการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล หรือปิดล้อมสนามบิน เกิดการ “ข่ม” โดยบอกว่าตนดี ผู้อื่นเลว เกิดการ “ขู่” โดยการแสดงว่าจะคุกคามกลุ่มคนเสื้ออีกสีหนึ่งบอกว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าปล้นตำแหน่งผู้อื่นมา พวกเขาซึ่งเป็นคนรักและพร้อมจะพิทักษ์ปกป้องประชาธิปไตยจะต่อสู้ทุกวิถีทาง เอาเลือดสาด ไปจนถึงบางคนก็บอกว่าเผาบ้านเผาเมืองเลย เกิดการ
“ข่ม” โดยบอกว่าตนดี ผู้อื่นเลว เกิดการ “ขู่” โดยการแสดงว่าจะคุกคามรัฐบาลชุดหนึ่งบอกว่า หากคนเสื้อสีหนึ่งไม่เคลื่อนย้ายออกจากสถานที่ที่พวกเขาได้เข้าไปตั้งอยู่โดยมิชอบจะดำเนินการ ซึ่งอาจจะต้องถึงกับใช้กำลัง และรัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องออกไปไหน เพราะมาโดยการเลือกตั้งอันชอบธรรม เกิดการ
“ข่ม” โดยบอกว่าตนชอบธรรม ผู้อื่นมิชอบ เกิดการ “ขู่” โดยบอกว่าจะดำเนินการรัฐบาลอีกชุดหนึ่งบอกว่า หากคนเสื้ออีกสีหนึ่งไม่เคลื่อนย้ายออกจากถนนที่พวกเขาเข้าไปยึดเป็นที่อยู่ กิน หลับ นอน สนทนา ปราศรัยกัน อันเป็นการกระทำอันมิชอบจะดำเนินการ ซึ่งอาจจะต้องถึงกับใช้กำลังและอาวุธ และรัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องออกไปไหน เพราะมาโดยกระบวนการอันชอบธรรม แต่ก็พร้อมจะให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เกิดการ
“ข่ม” โดยบอกว่าตนชอบธรรม ผู้อื่นมิชอบ เกิดการ “ขู่” โดยบอกว่าจะดำเนินการโดยรวมแล้วเสื้อสีไหน รัฐบาลอะไรก็ไม่ต่างกัน ล้วนอยู่กันด้วยการข่มขู่ ซึ่งมาถึงจุดนี้ท่านอาจจะกำลังคิดว่าแล้วจะอยู่กันอย่างไร พูดกันแบบไหนถึงจะไม่เป็นการข่มขู่ ก็คงจะไม่ง่าย แต่ถ้าลองทำดู จะทำอะไรก็ทำไปไม่ต้อง
“ข่ม” คือ ไม่ต้องไปพูดว่าตนดีอย่างไร ดีจริงเขาก็เห็นกันเอง เพราะการกระทำของเราไม่ต้องไป “ขู่” จะทำ ทำเลย แจ้งก่อนก็ได้ เมื่อมีกรอบกฎเกณฑ์อยู่ว่าควรแจ้ง เช่น การที่ตำรวจออกหมายเรียกแล้วออกหมายเรียกอีก ก็ยังไม่มีการไปพบเขาตามหมายเรียก เขาก็ออกหมายจับ และเมื่อถึงขั้นนี้ พบตัวก็จับเลยตอนนี้เหตุบ้านการเมืองดูเสมือนหนึ่งว่าจะกำลังหาทางที่จะก้าวข้ามการข่มขู่กันไปให้ได้ ก็ขอให้พยายามกันต่อไป และก้าวข้ามการข่มขู่กันให้จงได้ ใครที่ทำไม่ได้ และยังขืนยืนยัน นั่งยัน นอนยัน เดินยันที่จะข่มขู่กันต่อไป ก็คงจะต้องเตรียมรับในผลของสิ่งที่ท่านได้ก่อเหตุไว้ ก็ขอให้โชคดีกันถ้วนทั่วทุกตัวคนนะครับ


