
แอ็กติวิสต์ เจอร์นัลลิสต์
กว่าจะมาถึงอีก
“หลักไมล์” สำคัญในเส้นทางการเมืองกับตำแหน่งรัฐมนตรี “องอาจ คล้ามไพบูลย์” เคยผ่านงานมานับไม่ถ้วน แต่ที่เป็นความใฝ่ฝัน จนยอมทิ้งเงินเดือนหลายหมื่นบาทในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายต่างประเทศมารับเงินเดือน 3,000 บาท คือ “นักหนังสือพิมพ์”จากคำชักชวนของ ปรีชา สามัคคีธรรม นักหนังสือพิมพ์รุ่นลายคราม ทำให้เขายอมขัดใจบิดา เดินตามความฝันเลือกก้าวเข้าสู่ถนนสายนี้ด้วยการแปลข่าวต่างประเทศจนรู้จักกับ วีระ ธีรภัทร และอลงกรณ์ พลบุตร ก่อนจะไปร่วมงานกับหนังสือพิมพ์ชาวไทย ภายใต้การนำของ วีระ มุสิกพงศ์ ก่อนย้ายไปหนังสือพิมพ์มหาชัย ร่วมงานกับ เบิ้ม บางเบิด โยธิน เพชรล่อเหรียญ บัณฑิต ฤทธิกล ฯลฯ
หลังจากหนังสือพิมพ์มหาชัยปิดตัว
“องอาจ” หันไปเจาะทำสกู๊ปเกาะติดประวัติความเป็นมาของแชร์ชม้อยที่เป็นข่าวโด่งดังช่วงนั้น ใช้เวลาอยู่เป็นเดือน เดินทางหาข้อมูลถึงสิงห์บุรีบ้านเกิดชม้อย จนเนื้อหาพอจะพิมพ์เป็นพ็อกเกตบุ๊กเล่มหนึ่งระหว่างนั้นบังเอิญได้พบปะนัดกินข้าวกับสำเริง คำพะอุ บก.หนังสือสู่อนาคต ที่มี วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย เป็นนายทุน หลังจากคุยไปคุยมา และด้วยความ
“คัน” นำเสนอเรื่องที่ทำมา และเข้าตาพี่สำเริง จนขอนำมาตีพิมพ์เปิดโปงชม้อย ส่งผลให้ยอดขายหนังสือเพิ่มสูงขึ้นมากต้องพิมพ์ 23 รอบทว่า
“องอาจ” ที่บางกอกโพสต์ และเนชั่น ขนานนามให้เป็น “แอ็กติวิสต์ เจอร์นัลลิสต์” ได้ไปช่วยปราศรัยร่วมกับคนอื่นๆ ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่มหาชัย จ.สมุทรสาคร ให้กับ เอนก ทับสุวรรณ ด้วยลีลาปราศรัยและเนื้อหาข้อมูลทำให้เข้าตา มารุต บุนนาค ที่เข้ามาช่วยปราศรัยให้กับ เอนก ซึ่งเป็นเลขาของเขาเองระหว่างรับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ถึงขั้นให้ตำรวจติดตามมาขอเบอร์และเรียกไปคุย ก่อนชวนลงสมัคร สก.ปทุมวัน บางรักด้วยความสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก หลังได้อ่านหนังสือการเมืองของคนงานที่เช่าบ้านทำร้านซ่อมเบาะรถยนต์ซื้อมาอ่าน ซึ่งมีอยู่ไม่มากในยุคนั้น จนได้เปิดโลกการเมือง ซึ่งไม่เคยรู้จากหนังสือเรียน เมื่อเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมก็เลยตัดสินใจเข้ามาลงเป็น สก. ก่อนจะค่อยๆ ขยับบทบาทมาเรื่อยๆ
ในฐานะที่เคยทำหนังสือพิมพ์มานาน
“องอาจ” มองว่านักหนังสือพิมพ์ในรุ่นหลังไม่ต้องต่อสู้อะไรมาก ทุกอย่างอยู่ตัวหมดแล้ว สมัยก่อนต่อสู้กันเยอะทั้งเรื่องสวัสดิการ เรื่องการหาข่าว เรื่องการดำรงอยู่ของวิชาชีพ ที่สำคัญ ความสำคัญใกล้ชิดผูกพันนักข่าวสมัยก่อนมีความผูกพันกันมาก อาจเพราะยังมีจำนวนน้อย ทั้งโรงพิมพ์รู้จักกันหมด ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแน่นอนว่า วันนี้ถ้า
“องอาจ” ไม่ได้เป็นนักการเมือง เขากล่าวแบบอารมณ์ดีว่า อาจจะยังเป็นนักหนังสือพิมพ์ เขียนด่ารัฐบาล ด่านายกฯ อยู่ก็เป็นได้ ก่อนจะหัวเราะกันยกใหญ่ปิดท้ายการสนทนา






