
โครงสร้างรธน.ใหม่
ความเคลื่อนไหวการเมืองในรอบสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้กับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)
ความเคลื่อนไหวการเมืองในรอบสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้กับการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากได้กำหนดหลักการใหม่เกี่ยวกับระบบการเมือง นักการเมืองและสถาบันการเมือง โดยมีสาระสำคัญดังนี้
เคาะสูตรเยอรมนีเลือกตั้ง สส.
ให้มี สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 250 คน และระบบสัดส่วน 200 คน และกำหนดให้ สส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรคการเมือง ส่วนรูปแบบการเลือกตั้งจะใช้แบบ สส.สัดส่วนผสมคือ การคิดตามคะแนนจริงที่ประชาชนลงให้กับแต่ละพรรค และนำไปคำนวณกับการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเพื่อให้ได้จำนวน สส.ตามความต้องการของประชาชน เช่น หากพรรคการเมืองใดได้คะแนนของระบบสัดส่วน 10% เท่ากับจะได้จำนวน สส. 45 คน โดยถ้าพรรคนี้ได้ สส.แบ่งเขตไม่ถึง 45 คน ก็จะนำจำนวน สส.ระบบสัดส่วนมาเติมให้ได้ครบ 45 คน แต่ในทางกลับกันถ้าพรรคนี้ได้ สส.ระบบแบ่งเขตเกิน 45 คนแล้วก็จะไม่มีการเพิ่ม สส.จากระบบสัดส่วนให้อีก
ทั้งนี้ ระบบเลือกตั้งดังกล่าวทําให้คะแนนเสียงของฝ่ายข้างน้อยไม่เสียไป แต่มี สส.เข้าไปตามสัดส่วนของบัญชีรายชื่อ ที่สําคัญคือทําให้ไม่เกิดการกินรวบแบบเดิม รวมทั้งต้องกําหนดให้มีการนับคะแนนการไม่เลือกผู้ใด (Vote No) ด้วย และกําหนดให้ผู้ชนะเลือกตั้งต้องได้คะแนนเกินคะแนนที่ไม่เลือกผู้ใด เพื่อให้ประชาชนสามารถประท้วงการเลือกตั้งที่ตนไม่เห็นด้วยได้อย่างมีความหมาย
การหาเสียงด้วยการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืิองจะต้องระบุจํานวนเงินแผ่นดินที่ต้องใช้และระบุที่มาของรายได้ที่จะนํามาใช้ และหัวหน้าพรรคการเมืองที่มี สส.ลําดับที่ 1-4 ในสภาครั้งที่แล้วต้องขึ้นดีเบตในโทรทัศน์ก่อนวันลงคะแนนเสียงตามที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกําหนด
เปลี่ยนที่มา สว.แต่เพิ่มอำนาจ
คณะ กมธ.ยกร่างฯ สรุปให้มี สว.ได้ไม่เกิน 200 คน มีวาระดํารงตําแหน่ง 3 ปี และเป็นได้ไม่เกิน 2 วาระ ส่วนที่มาของ สว.ได้มีการเปลี่ยนจากการสรรหาและการเลือกตั้งทางตรงมาเป็นการเลือกโดยคำนึงถึงความหลากหลายอาชีพ ประกอบด้วย 1.ผู้เคยดํารงตําแหน่งสําคัญระดับสูงสุดของอํานาจทั้งสามในอดีต 2.ผู้เคยดํารงตําแหน่งระดับสูงในภาครัฐ 3.ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ
4.ผู้ซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กรต่างๆ ตามจํานวนที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกําหนด อาทิ ผู้แทนสหกรณ์การเกษตร ผู้แทนสหภาพแรงงาน ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน และสมัชชาพลเมือง ผู้แทนอธิการบดีและประธานสภาอาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชน เป็นต้น
นอกจากนี้ วุฒิสภายังมีอำนาจตรวจสอบประวัติผู้ที่นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีและตรวจสอบประวัติหัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน และเปิดเผยให้สาธารณะทราบ พร้อมกับสามารถเสนอกฎหมายได้ โดยเมื่อผ่านวุฒิสภาแล้วก็ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป
นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น สส.
ส่วนเรื่องที่มาของนายกรัฐมนตรีที่เป็นที่จับตามองว่าจะเป็นไปในรูปแบบใด ที่ีสุดแล้วปรากฏว่าคณะ กมธ.ยกร่างฯ มีข้อสรุปให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นจะต้องเป็น สส. แต่ต้องผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร และให้ประธานสภาฯ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
คณะ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงเหตุผลถึงกำหนดให้นายกรัฐมนตรีจะเป็นหรือไม่เป็น สส.ก็ได้ว่า ในภาวะวิกฤตจะสามารถนําคนกลางที่เป็นที่ยอมรับของ สส.มาเป็นผู้แก้ภาวะวิกฤตชั่วคราวได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ โดยวิถีทางที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่คิดว่าในภาวะปกติผู้เป็นนายกรัฐมนตรีย่อมต้องมาจาก สส.
ในประเด็นนี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะ กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันว่า ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นที่จะเอาใครเข้ามาเป็นอะไรทั้งสิ้น เพราะเราต้องดูภูมิสังคม หลักการสากล ซึ่งประเทศที่ปกครองด้วยระบบรัฐสภามีถึง 70 ประเทศ ที่ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.







