posttoday
อนาคตเศรษฐกิจไทย... จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้ยั่งยืน

อนาคตเศรษฐกิจไทย... จำเป็นต้องออกแบบใหม่ให้ยั่งยืน

26 ธันวาคม 2557

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยที่สถานการณ์ของความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันเป็นแบบรวยกระจุกจนกระจาย ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ : คนรวยที่สุด 20% มีรายได้ 54% ของประเทศ

ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นความยั่งยืนทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยที่สถานการณ์ของความเหลื่อมล้ำในปัจจุบันเป็นแบบรวยกระจุกจนกระจาย ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ : คนรวยที่สุด 20% มีรายได้ 54% ของประเทศ

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สิน : คนรวยที่สุด 20% ถือครองที่ดิน 80% ของประเทศ

สาเหตุของความเหลื่อมล้ำมาจากแรงงานจำนวนมากของประเทศอยู่ในสาขาที่มีรายได้น้อย : แรงงานกว่า 13 ล้านคน (ร้อยละ 34 ของกำลังแรงงานรวม) อยู่ในภาคเกษตร ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเพียงร้อยละ 8 ของจีดีพี คนจนไม่สามารถปรับตัวรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นและความผันผวนจากกระแสโลกาภิวัตน์ เนื่องจากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนและขาดประสบการณ์ด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ

อีกทั้งไม่มี Social Safety Net หากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในอดีตไม่ตรงจุด ที่ไม่พัฒนาขีดความสามารถหรือสร้างโอกาสให้คนจนอย่างยั่งยืน

นโยบายการคลังในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำควรเน้นการสนับสนุนการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง เช่น กระจายรายได้ผ่าน Negative Income Tax (NIT) เพื่อช่วยเหลือคนจนที่ขยันทำงานให้สามารถมีรายได้เพียงพอต่อการครองชีพ โดย NIT สามารถเจาะจงผลประโยชน์แก่คนที่มีรายได้น้อยโดยไม่รั่วไหล และประหยัดงบประมาณมากกว่าการดำเนินนโยบายประชานิยม

การใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่เป็นธรรม : 1) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจูงใจไม่ให้ที่ดินถูกปล่อยรกร้าง ไม่ถูกใช้ประโยชน์ และเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้ความเจริญกระจายสู่ภูมิภาค

2) การจัดสรรที่ราชพัสดุสำหรับเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน และสำหรับจัดสร้างบ้านพักคนชรา

การเข้าถึงแหล่งทุน : 1) การส่งเสริมภารกิจของ SFIs ในการเสริมสร้างการเข้าถึงทางการเงินโดยคนจนและ SMEs

2) Nano Finance เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย จากการสำรวจของ ธปท. ในปี 2556 พบว่าครัวเรือนที่ใช้บริการหนี้นอกระบบมีร้อยละ 2.9 ของครัวเรือนทั้งหมด หรือประมาณ
6 แสนครัวเรือน และมีครัวเรือนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงินใดๆ ร้อยละ 6 หรือประมาณ 1.34 ล้านครัวเรือน

ผมจึงเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลได้มีการเสนอมาตรการ “สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ” (Nano-Finance) โดยการให้สินเชื่อแก่ประชาชนรายย่อยที่ไร้หลักประกันวงเงินไม่เกิน 1 แสนบาท เพื่อใช้ในการประกอบอาชีพ

การสร้าง Social Safety Net ในสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาระบบการออมเพื่อวัยเกษียณให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลจะมีส่วนช่วยในการสมทบเงินออมให้กับประชาชนผ่านกองทุนการออมแห่งชาติ

นโยบายรัฐบาลต่างๆ จำเป็นต้องดำเนินการภายใต้การสร้างความแข็งแกร่งและความโปร่งใสทางการคลังเพื่อให้สามารถสนับสนุนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

โดยปัจจุบันฐานะทางการคลังของประเทศถือว่ามั่นคง โดยหนี้สาธารณะ ณ เดือน ส.ค. 2557 อยู่ที่ร้อยละ 46.46 ของ GDP ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ร้อยละ 60 ของ GDP

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดภาระทางการคลังและสร้างความโปร่งใส รัฐบาลสนับสนุนการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน (PPP) และการนำเอาหลักการของเงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ (Public Service Obligation : PSO) และบัญชีการดำเนินธุรกรรมตามนโยบายของรัฐ (Public Service Account : PSA) มาใช้ เพื่อลดภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สุดท้าย ภารกิจงานที่จะต้องแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตยังรออยู่ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชน

ผมคิดว่า ในส่วนของภาครัฐเองจะต้องกล้าหาญที่จะใช้นโยบายการคลังเพื่อปรับโครงสร้างและพัฒนาเศรษฐกิจไทยต่อไปครับ

บทความฉบับนี้จะเป็นบทความสุดท้ายของผมนะครับ หวังว่าทุกท่านจะได้ติดตามงานเขียนเชิงวิชาการของผมในโอกาสอื่นๆ ต่อไปในอนาคตครับ

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน