posttoday
น้ำมันขาลง... ถ่วงศก.อาเซียน

น้ำมันขาลง... ถ่วงศก.อาเซียน

26 ธันวาคม 2557

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ

ข่าวความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงถึงเกือบ 50% ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเอเชียซึ่งถือเป็นทวีปที่มีการบริโภคน้ำมันมากที่สุดในโลก โดยกรณีดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนโดยเฉลี่ยถูกลง และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจ จนนักวิเคราะห์หลายท่านถึงกับเรียกช่วงน้ำมันขาลงนี้ว่า “เป็นการลดภาษีทางอ้อม” เลยทีเดียว

อย่างไรก็ดี สำหรับบรรดาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ราคาน้ำมันขาลงกลับเป็น “ข่าวร้าย” มากกว่าข่าวดี เพราะถึงแม้ชาติสมาชิกอาเซียนจะสามารถนำเข้าน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง แต่ในขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ร่วงลงก็ไปกดดันให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของหลายประเทศร่วงลงตามไปด้วย

พิสูจน์ได้จากอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมันปาล์ม ถ่านหิน และยางพารา ต้องเผชิญกับภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ทั้งนี้เนื่องจากราคาน้ำมันร่วงถือเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไม่ดีกระทบถึงความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวสะเทือนถึงเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย แม้ว่าแดนอิเหนาจะได้ประโยชน์จากน้ำมันราคาถูกก็ตาม

สำหรับประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก นิกเกอิวิเคราะห์ว่า ราคาน้ำมันกำลังเข้ามาถ่วงราคายางพารา เนื่องจากน้ำมันเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสังเคราะห์ยางพารา ทำให้ราคาน้ำมันในฐานะต้นทุนที่ถูกลงถ่วงให้ราคายางพาราร่วงลงตามไปด้วย

ในทำนองเดียวกัน สำหรับมาเลเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีน้ำมันเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกหลัก ความรุนแรงของผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ร่วงลงนั้น ไม่ได้ต่างจากผู้ส่งออกน้ำมันรายอื่นที่ต้องเจ็บตัวไปตามๆ กัน โดยปิโตรนาส รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของมาเลเซีย เปิดเผยว่า ผลตอบแทนในสัดส่วนของรัฐบาลในปีหน้าอาจลดลงถึง 37% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในปี 2014 ทั้งนี้รัฐบาลมาเลเซียมีสัดส่วนรายได้จากปิโตรนาสและภาษีในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องถึง 30%

ด้านธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจมาเลเซียในปี 2015 เป็น 4.7% จากเดิมที่ 4.9% ขณะที่เศรษฐกิจของอินโดนีเซียโตได้เพียง 5.01% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าที่ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด ให้คำมั่นไว้ที่ 7%

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ด้วยโครงสร้างทางเศรษฐกิจของอาเซียนที่เน้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ส่งผลให้ ราคาน้ำมันขาลงไม่ได้ส่งผลดี แต่กลับถ่วงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ดิ่งตามไปด้วย จนสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ

ซ้ำร้ายแทนที่น้ำมันราคาถูกจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทว่าการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันตามนโยบายอุดหนุนพลังงาน กลายเป็นกำแพงที่กำบังไม่ให้แรงกระเพื่อมจากน้ำมันราคาถูกกระจายไปถึงตลาดอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ ด้วยความที่ชาติส่วนใหญ่ในอาเซียนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน จึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐบาลในภูมิภาคจึงมักตั้งกองทุนอุดหนุนราคาพลังงานเพื่อป้องกันสภาพเศรษฐกิจในประเทศจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยเมื่อราคาน้ำมันแพงรัฐบาลจะช่วยอุดหนุนส่วนต่างให้เพื่อไม่ให้ราคาขยับสูงมาก ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันลดลง รัฐบาลก็จะเก็บส่วนต่างเพื่อชดเชยกองทุนอีกครั้ง โดยมีอินโดนีเซียและมาเลเซียเป็นหัวหอกหลักในการใช้นโยบายอุดหนุนพลังงาน

ดังนั้น แทนที่ราคาน้ำมันภายในประเทศจะปรับตัวลงตามราคาตลาดโลกในทันที  รัฐบาลต้องเก็บเงินชดเชยเข้ากองทุนน้ำมันเสียก่อน โดยทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซียต่างก็เร่งเก็บเงินเพื่อชดเชยเข้ากองทุนน้ำมัน ผลที่ตามมาคือ ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการในมหานครนิวยอร์กของสหรัฐปรับลดถึง 26% ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา มาอยู่ที่ 2.4 เหรียญสหรัฐ/แกลลอน (ราว 19.2 บาท) ราคาน้ำมันอินโดนีเซียบางชนิดกลับสูงขึ้น จนกระทบให้ยอดขายรถยนต์ใหม่ในแดนอิเหนาเมื่อเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ร่วงลงถึง 13%

พูดอีกนัยหนึ่งคือ ขณะที่พลังงานราคาถูกช่วยให้การบริโภคสหรัฐเติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 3.2% ต่อปี จนการขยายตัวเศรษฐกิจสหรัฐเมื่อไตรมาส 3 ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 5% ซึ่งสูงกว่าตลาดเกิดใหม่บางประเทศด้วยซ้ำ ชาติส่วนใหญ่ในอาเซียนกลับไม่สามารถเกาะกระแสน้ำมันราคาถูกได้ ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงซบเซาตามภาวะตลาดโลก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเศรษฐกิจของอาเซียนควรได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง เพราะนอกจากจะช่วยในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกิจอีกด้วย

เฟเดอริก นิวแมน นักเศรษฐศาสตร์นามอุโฆษแห่งธนาคารเอชเอสบีซี แสดงความเห็นว่า หากราคาน้ำมันไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจเอเชียได้ในทันที การเติบโตของการบริโภคก็จะไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นนโยบายอุดหนุนราคาพลังงานจึงเปรียบเหมือนกำแพงที่กั้นให้สภาพเศรษฐกิจในเอเชียไม่สามารถรับประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลงอย่างแท้จริง และกลายเป็นปัจจัยที่สะเทือนเศรษฐกิจอาเซียนนอกจากตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ซบเซา

ฝ่ายธนาคารโลกวิจารณ์ว่า นโยบายอุดหนุนราคาน้ำมันถ่วงจีดีพีแดนเสือเหลืองถึง 0.3% ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับการอุดหนุนราคาพลังงานถึง 16% แทนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่น 

ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดของ “ภาวะน้ำมันร่วงฉุดเศรษฐกิจ” ในขณะนี้คือ การเทขายเงินสกุลท้องถิ่นของอาเซียนทิ้ง เนื่องจากความหวั่นวิตกของนักลงทุน โดยสกุลเงินอ่อนไหวง่ายอย่างรูเปียห์ของอินโดนีเซียดิ่งลงถึง 2% จากสัปดาห์ก่อน จนธนาคารกลางแดนอิเหนาต้องเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลเป็นมูลค่าถึง 136 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว  4,352 ล้านบาท) เพื่อหวังจะกระตุ้นให้เงินแข็งค่าขึ้น ขณะที่สกุลเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลง 10% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ

นอกจากนั้น วิกฤตค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียที่อ่อนค่ามากกว่าครึ่ง ก็กลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งสร้างความวิตกให้แก่นักลงทุนจนเกิดการเทขายสกุลเงินทั่วเอเชียเช่นกัน กอปรกับการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็กำลังจะกลายเป็นตัวจุดชนวนสำคัญที่จะทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลกลับเข้าสหรัฐอีกระลอก

ดังนั้น ราคาน้ำมันขาลงในขณะนี้ แทนที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอาเซียนให้เติบโต แต่ด้วยสภาพโครงสร้างที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และการอุดหนุนราคาพลังงาน ทำให้อาเซียนต้องพลาดจังหวะในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงราคาน้ำมันต่ำอย่างน่าเสียดาย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี