
อย่าเสียของ
ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเพิ่งผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความแปลกใจอย่างมาก เพราะเป็นเพียงการกำหนดข้อความในกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ปฏิบัติตรงกัน ไม่ต้องเสียเวลาตีความเหมือนในอดีต แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ที่เคยมีการระดมความเห็น หรือปรับบางข้อความในกฎหมายให้ทันสมัยขึ้น
ร่าง พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งเพิ่งผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา สร้างความแปลกใจอย่างมาก เพราะเป็นเพียงการกำหนดข้อความในกฎหมายให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ปฏิบัติตรงกัน ไม่ต้องเสียเวลาตีความเหมือนในอดีต แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ที่เคยมีการระดมความเห็น หรือปรับบางข้อความในกฎหมายให้ทันสมัยขึ้น
ประเด็นที่มีการแก้ไขข้อความในร่างกฎหมายใหม่ครั้งนี้ ในทางปฏิบัติจริง ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ก็ทำกันเป็นปกติอยู่แล้ว ส่วนปมปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับหมู่บ้านจัดสรรตามที่ภาคเอกชนได้เสนอไป ยังไม่มีการแก้ไขในร่างกฎหมายใหม่ครั้งนี้เลย
หากมองในมุมของผู้บริโภค มีหลายส่วนของกฎหมายฉบับแก้ไขครั้งนี้ ช่วยปลดล็อกปัญหาเก่าๆ ได้ดีขึ้น เช่น กรณีของหมู่บ้านในยุคคณะปฏิวัติตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ซึ่งเดิมแม้จะสามารถรวมตัวกันเกินกว่า 50% ของผู้อยู่อาศัยแล้วจัดตั้งนิติบุคคลได้ แต่รับโอนสาธารณูปโภคส่วนกลางไม่ได้ เพราะไม่มีโฉนด จากการที่เจ้าของโครงการล้มหายตายจาก หรือทิ้งโครงการไปนานแล้ว กฎหมายฉบับแก้ไขครั้งนี้ ก็ให้เจ้าหน้าที่พนักงานกรมที่ดินท้องถิ่น ออกใบแทนโฉนดให้รับโอนสาธารณูปโภคส่วนกลางได้เลย
แต่ปมปัญหาใหญ่ของหมู่บ้านจัดสรรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน คือ ความต้องการส่งมอบของเจ้าของโครงการกับรับโอนกรรมสิทธิ์ส่วนสาธารณูปโภคส่วนกลางของผู้อยู่อาศัย ที่สวนทางกัน และเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบในเกือบทุกโครงการในช่วงที่มีการส่งมอบ เพราะโครงการจัดสรรส่วนใหญ่ใช้เวลาในการพัฒนานาน อาจจะ 3-5 ปี หรือ 5-10 ปี กว่าจะจบโครงการ ซึ่งในช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการยังใช้พื้นที่ของโครงการนั้นๆ ในการเปิดขายเฟสใหม่ๆ จึงยังถือครองสาธารณูปโภคส่วนกลาง แต่เมื่อโครงการขายหมด ผู้ประกอบการถึงจะพร้อมส่งมอบสาธารณูปโภคส่วนกลาง
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงเวลานั้น สาธารณูปโภคส่วนกลางส่วนใหญ่จะมีสภาพชำรุด ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการและผู้อยู่อาศัยเห็นสวนทางกัน โดยผู้ประกอบการมองว่า สาธารณูปโภคส่วนกลางเหล่านั้นเสียหายไปตามกาลเวลา จะปรับปรุงให้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ผู้บริโภคมองในมุมที่ว่า ผู้ประกอบการยังใช้ถนนของโครงการในการให้รถขนปูน วัสดุก่อสร้าง เข้ามาก่อสร้างในพื้นที่โครงการจนถนนทรุด รวมถึง สาธารณูปโภคส่วนกลาง และบริการสาธารณะอีกหลายอย่าง เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส จึงต้องการให้ปรับปรุงใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการไม่เห็นด้วย ดังนั้นที่ผ่านมา หลายโครงการต้องอาศัยบริษัทบริหารที่อยู่อาศัยกลางเข้ามาช่วยเจรจาหาข้อยุติ
ขณะที่การแก้กฎหมายครั้งนี้ กลับไม่ได้แก้ปมปัญหาใหญ่ดังกล่าว เมื่อเป็นเช่นนี้จึงนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ที่การแก้ไขกฎหมายจัดสรรที่ดินครั้งนี้ ที่ใช้เวลานานพอควร กว่าจะคลอดออกมาได้ แต่กลับไม่ได้แก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้เลย







