
ต้อนคลังลดภาษี กระตุ้นหรือฉุดเศรษฐกิจ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กลายเป็นไอเดียดังในแวดวงเศรษฐกิจอีกครั้ง เมื่อ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ลดหย่อนภาษีผู้ประกอบการที่แจกเงินพนักงานไปจับจ่ายซื้อของเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
เจ้าสัวซีพี ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 10 เท่า หากผู้ประกอบการแจกเงินให้หนัก 5 หมื่นล้านบาท เงินจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจถึง 5 แสนล้านบาท
หากพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเรื่องภาษีจะพบว่า ปัจจุบันรายจ่ายที่ผู้ประกอบการจ่ายให้พนักงาน ทั้งเงินเดือน หรือโบนัส สามารถหักลดหย่อยภาษีได้ตามจริงอยู่แล้ว ข้อเสนอของเจ้าสัวซีพีจึงต้องการให้รัฐบาลลดภาษีสำหรับเงินที่แจกพนักงานมากกว่า 1 เท่า ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เท่ากับว่าให้รัฐบาลเข้าไปรับภาระช่วยเอกชนกลายๆ นั่นเอง
ประเด็นต่อมาที่ต้องคิด คือ ใครได้ประโยชน์ที่สุด หากรัฐบาลลดภาษีตามข้อเสนอของเจ้าสัวซีพีจริง อันดับแรกหนีไม่พ้นบริษัทใหญ่ที่มีผลประกอบการดี ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัท รวมถึงซีพีด้วย ที่จะเสียภาษีลดลงจากการจ่ายเงินให้พนักงานเพิ่ม และยังขายสินค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
แต่สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีอยู่จำนวนมาก แทบจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวเลย เพราะจากสภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้แทบไม่มีกำไร จำนวนไม่น้อยขาดทุนและไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว คงไม่มีรายไหนมีแรงพอจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากการนำเงินไปแจกให้พนักงาน
ด้านรัฐบาล สิ่งที่ต้องคิด คือ หากยอมเข้าเนื้อด้วยการลดภาษีแล้ว เงินจะหมุนเวียนในเศรษฐกิจได้ถึง 5 แสนล้านบาท จริงหรือ เศรษฐกิจจะขยายตัวพุ่งเป็นจรวดแน่หรือเปล่า
เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีบทเรียนที่เจ็บปวดจากการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% จนบริษัทใหญ่ๆ มีกำไรเพิ่มขึ้นมาก แต่แทบไม่มีบริษัทใดนำเงินไปลงทุนเพิ่มเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือขึ้นเงินเดือนพนักงานเพื่อจับจ่ายใช้สอย จึงไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่พูดกัน
ตรงกันข้ามรัฐบาลกลับสูญเสียเงินจากการลดภาษีนิติบุคคลถึงปีละ 1.5 แสนล้านบาท และไม่สามารถดึงนักลงทุนเข้ามาในประเทศได้ เพราะนักลงทุนต่างประเทศใช้สิทธิของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ได้เว้นภาษีนิติบุคคลถึง 8 ปีอยู่แล้ว
ข้อเสนอของเจ้าสัวซีพี ยังแสดงให้เห็นว่า เอกชนยังติดกับมาตรการให้รัฐบาลลดภาษี ทั้งที่รู้ว่าฐานะการเงินของรัฐบาลไม่ดี ปีงบประมาณ 2557 ที่ผ่านมา กรมสรรพากรเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 1.6 แสนล้านบาท สาเหตุสำคัญมาจากการลดภาษีนิติบุคคล เหลือ 20% กรมสรรพสามิตเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 8 หมื่นล้านบาท จากผลกระทบโครงการรถคันแรก ทำให้ยอดขายรถยนต์ฟุบไม่ฟื้น รวมถึงการลดภาษีน้ำมันดีเซลทำให้เสียรายได้ถึงปีละ 1 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ได้แก้ไขมีการปรับเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซล ช่วยอุดช่องโหว่รายได้ได้มหาศาล
ขณะเดียวกัน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ รู้ถึงจุดอ่อนโครงสร้างภาษีของไทยที่มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายของประเทศ จึงปรับโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ แต่กลับถูกต่อต้านจากผู้ประกอบการและคนรวยมีฐานะ
เริ่มตั้งแต่การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต จาก 7% เพิ่มเป็น 10 ปี ในปลายปี 2558 เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐบาล ก็ถูกเอกชนค้านว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาเพิ่มขึ้น ผลคือ นอกจากรายได้รัฐมีปัญหาแล้ว รัฐยังต้องกู้เงิน ทำให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีรายจ่ายสูงขึ้นรออยู่ จากการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ การดูแลสวัสดิการประชาชน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ฯลฯ
การเก็บภาษีมรดกก็ถูกคนรวยต่อต้าน แม้แต่การเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการถือครองที่ดิน ก็ถูกคัดค้านจากเจ้าที่ดิน
ข้อเสนอเอกชนในการประตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องรับฟังและกลั่นกรองความความคุ้มค่าผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลก่อนหน้ารับลูกเอกชนใช้ทฤษฎีสองสูง เพิ่มค่าแรง เงินเดือน และเพิ่มราคาสินค้าเกษตร โดยการจำนำข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท ถึงวันนี้การลงทุนหนีหายเพราะสู้ค่าแรงไม่ไหว จำนำข้าวมีผลขาดทุน 5 แสนกว่าล้านบาท ที่คนไทยทั้งประเทศต้องร่วมหัวจมท้ายใช้หนี้ความเสียหายนี้กันไปอีกไม่ต่ำกว่า 30 ปี
ข้อเสนอการลดหย่อนภาษีกระตุ้นเศรษฐกิจ ในภาวะที่การเก็บรายได้ของประเทศชักหน้าไม่ถึงหลัง และยังต้องใช้เงินเพื่อการพัฒนาอีกมหาศาล จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดให้หนักขึ้นเป็น 2 เท่า







