posttoday
ไทยยกระดับสัมพันธ์จีน

ไทยยกระดับสัมพันธ์จีน

26 ธันวาคม 2557

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทางชาติฝั่งตะวันตกได้ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำในครั้งนี้กันค่อนข้างมาก ผู้สื่อข่าวในต่างประเทศยังคงให้ความสนใจในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ประสาน ปาราเมสวารัน ผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญด้านกิจการในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ดิโพลแมต ระบุว่า หลังจากที่รัฐประหาร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติตะวันตกก็ดูจะไม่แนบแน่นเช่นเดิม ในขณะเดียวกันไทยได้หันไปยกระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจจีนมากขึ้นแทน

นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าทางชาติฝั่งตะวันตกได้ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การกระทำในครั้งนี้กันค่อนข้างมาก ผู้สื่อข่าวในต่างประเทศยังคงให้ความสนใจในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด ประสาน ปาราเมสวารัน ผู้สื่อข่าวที่เชี่ยวชาญด้านกิจการในเอเชีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ดิโพลแมต ระบุว่า หลังจากที่รัฐประหาร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับชาติตะวันตกก็ดูจะไม่แนบแน่นเช่นเดิม ในขณะเดียวกันไทยได้หันไปยกระดับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจจีนมากขึ้นแทน

รายงานจากดิโพลแมต ระบุว่า คณะรัฐบาลของไทย ซึ่งนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำลังพยายามที่จะกระชับความสัมพันธ์กับจีน เนื่องจากว่าไทยพยายามที่จะฟื้นสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัว  โดยเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางการไทยได้เปิดบ้านต้อนรับการเดินทางมาเยือนของนายกรัฐมนตรี หลี่เค่อเฉียง ของจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ซึ่งหลี่นับว่าเป็นผู้นำจากต่างประเทศที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดคนแรกที่เดินทางมาไทยหลังเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ในการประชุมครั้งดังกล่าว ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกรัฐบาลไทย ได้ระบุว่า การเยือนและการประชุมของหลี่ในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ดีของไทยที่จะแสดงให้เห็นว่าปัญหาทางการเมืิองไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการค้า โดยเน้นย้ำว่าสถานการณ์ในไทยในปัจจุบันนั้นเป็นปกติ และรัฐบาลไทยก็กำลังทำงานเพื่อที่จะเดินเข้าสู่ประชาธิปไตยรูปแบบใหม่

ประสาน ระบุต่อไปว่า แม้ว่ากองทัพของไทยจะค่อนข้างประสบความสำเร็จในการสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจ ทว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มว่าความอ่อนแอนี้จะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2015 หากการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนจากภาคเอกชนยังอยู่ในสภาวะที่ชะงักงันต่อไป และภายใต้สภาวะการณ์ที่ความสัมพันธ์กับชาติตะวันตกไม่ดีนักนี้เอง ที่ทำให้ไทยได้ยกให้การสานสัมพันธ์กับจีนเป็นความสำคัญลำดับแรก

จะเห็นได้ว่า จากการเยือนของหลี่ ทั้งสองประเทศได้ลงนามบันทึกความตกลงและบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ถึง 2 ฉบับ ได้แก่ การพัฒนาโครงการการสร้างรถไฟทางคู่ และการซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตรจากประเทศไทย

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ ระบุว่า โครงการการสร้างรถไฟเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมาก และจะช่วยพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและจีนให้เพิ่มมากขึ้นด้วย

“จีนมีตลาดที่ใหญ่ และกำลังซื้อมหาศาล ซึ่งสามารถบริโภคสินค้าทางการเกษตรอย่างข้าว ยาง และอื่นๆ ได้ในปริมาณมาก” หลี่ กล่าวในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการซื้อสินค้าเกษตรจากไทย

นอกจากนี้แล้ว ประสาน ระบุต่อไปว่า นอกเหนือจากการลงนามเอ็มโอยู 2 ฉบับนี้แล้ว การกระชับความสัมพันธ์อื่นๆ ระหว่างไทยและจีนมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอีกในปี 2015 โดยในปีหน้านั้นจะเป็นปีที่ครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน และทั้งสองชาติก็ได้ปูทางที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้มากขึ้นในปี 2015 ไว้แล้ว

กระนั้นก็ตาม ประสาน ระบุว่า แม้ว่าข้อตกลงเหล่านี้จะมีแนวโน้มสดใส แต่ก็เตือนว่าข้อตกลงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และอาจจะเผชิญกับปัญหาเดิมๆ ได้ โดยโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีต ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างรางรถไฟนั้นเผชิญกับความล่าช้า หรือถูกเลื่อนมาโดยตลอด อันเนื่องมาจากความตึงเครียดทางด้านการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันคนบางกลุ่มก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ประเทศจะได้อะไรจากการก่อสร้างในครั้งนี้

เช่นเดียวกันกับสัญญาการซื้อสินค้าเกษตรนั้นเป็นแนวคิดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาแล้ว โดยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทางการจีนได้ยกเลิกข้อตกลงการซื้อข้าวจากไทยเป็นจำนวน 1.2 ล้านล้านตัน เมื่อเกิดการสืบสวนเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่นในโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี