
นายกฯพบชาวสวนยางภาคใต้วันนี้
แกนนำสวนยางภาคใต้เตรียมข้อมูล พบนายกฯ วันนี้ ลั่นหากไม่ตอบรับ เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังปีใหม่
แกนนำสวนยางภาคใต้เตรียมข้อมูล พบนายกฯ วันนี้ ลั่นหากไม่ตอบรับ เตรียมเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังปีใหม่
นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน 16 จังหวัดภาคใต้ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพบปะกับตัวแทนชาวสวนยางภาคใต้ในวันที่ 26 ธ.ค.นี้ จ.นครศรีธรรมราช โดยทางองค์กรสวนยางพาราได้เตรียมข้อมูลรายละเอียดทุกปัญหานำเสนอไว้แล้ว พร้อมเปิดเวทีต้อนรับนายกรัฐมนตรีอย่างสมเกียรติ
“ได้นำเสนอนโยบายยางพาราต่อนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายครั้ง เช่น เรื่องการให้ตรวจสอบสต๊อกยางพารา จำนวน 2.1 แสนตัน ก็ไม่ได้มีการตอบรับและตรวจสอบ และเรื่องให้ยุติการให้สินเชื่อเงินกู้ 5,000 ล้านบาท ให้กับสถาบันเกษตรกร โดยจะต้องให้มีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน เพื่อป้องกันกลุ่มทุนที่เข้าไปสวมสิทธิสถาบันเกษตรกรกู้เงินไป ก็ยังไม่ได้รับคำตอบเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องการตรวจสอบสต๊อกยางพารา 2.1 แสนตันนั้น หากนายกรัฐมนตรียังไม่ดำเนินการ ก็เตรียมตัวเดินทางเข้าสู่ศาลยุติธรรม เพราะมีการหารือพูดคุยกันแล้วว่าจะเข้ามาตรา 157 ฐานละเว้น หรือปฏิบัติมิชอบฯ” นายทศพล กล่าว
นายทศพล กล่าวอีกว่า หากนายกรัฐมนตรียังเพิกเฉยต่อข้อเสนอของกลุ่มชาวสวนยาง ก็เตรียมตัวพบกับโรดแมปชาวสวนยางพาราทั่วประเทศภายหลังช่วงปีใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งโรดแมป
ดังกล่าวนี้สถาบันองค์กรยางพาราไทยได้หารือกันจนตกผลึกแล้ว
นายทศพล กล่าวว่า ขณะนี้ชาวสวนยางพาราทางภาคใต้ ไม่ได้กรีดยางพาราอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมาแล้วประมาณ 3 เดือน แต่กลับมียางพาราเข้าสู่ตลาดกลางใน จ.สงขลา นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี กว่า 1,000 ตัน และขายได้ราคานโยบายมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ฟันด์) ซึ่งองค์การสวนยาง (อสย.) เป็นผู้รับซื้อ โดยยางรมควัน กิโลกรัมละ 60 บาท น้ำยางสดหน้าสวนยางพารา กิโลกรัมละ 37 บาท
“โครงการนโยบายมูลภัณฑ์กันชน (บัฟเฟอร์ฟันด์) เกิดขึ้นในช่วงหน้าฝน แต่ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนยางพาราไม่สามารถกรีดได้ และไม่ได้กรีดยางมากว่า 3 เดือนแล้ว ดังนั้นแล้วยางพาราที่ออกขายได้ราคาสูงจาก อสย.ในช่วงนี้ ใครได้ผลประโยชน์” นายทศพล กล่าว
ทั้งนี้ แหล่งข่าวจากพ่อค้ายางพารา จ.พัทลุง เปิดเผยว่า โครงการมูลภัณฑ์กันชน(บัฟเฟอร์ฟันด์) ไม่ต่างกับโครงการรักษาเสถียรภาพราคายางที่ค้างสต๊อกอยู่จำนวน 2.1 แสนตัน จากนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลจะต้องประสบกับภาวะขาดทุนอีกระลอก โดยเงินนี้กลุ่มทุนกลับได้ประโยชน์ แต่เกษตรกรกลับไม่ได้รับผลประโยชน์ เพราะขณะนี้ไม่สามารถกรีดยางพาราได้ ฝนตกน้ำท่วมมาตลอด ดังนั้นยางพาราที่เข้าสู่ตลาดกลาง จึงแน่ชัดว่าเป็นยางของกลุ่มทุน ไม่ใช่ของเกษตรกร







