
เปิดทางนายกฯคนนอก ไม่ใช่สืบทอดอำนาจ "คสช."
อ่านคำต่อคำของ"คำนูณ สิทธิสมาน" แจงเหตุผลกมธ.นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็นสส.
อ่านคำต่อคำของ"คำนูณ สิทธิสมาน" แจงเหตุผลกมธ.นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็นสส.
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้แถลงถึงเหตุผลของคณะกรรมาธิการในการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสส. พร้อมกับตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ที่มาของนายกรัฐมนตรีจะเป็นการพิจารณาสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมกับการเป็นนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ในรัฐสภาที่ประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 เพียงแต่ว่าในประเด็นคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นในการอภิปรายของคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.เห็นควรว่าไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นสส.เท่านั้น ในประเด็นนี้ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง แต่มีฉันทามติที่เห็นว่าเราต้องการให้นายกรัฐมนตรีนั้นมาจากสส.
ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าการกำหนดไว้ว่าให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาฯอย่างเปิดเผยอย่างที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 และให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความขึ้นกราบบังคมทูล เป็นการล็อคไว้ 2 ชั้นก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้โดยทั่วไปแล้วผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีน่าจะต้องเป็นสส. ส่วนที่ไม่ได้บัญญัติและไม่ได้บังคับเอาไว้ คือ ต้องการให้กระบวนการเป็นไปโดยประเพณีมากกว่า เหมือนเช่นที่เราจะบัญญัติไว้ว่าให้ผู้สมัครสส.ไม่จำเป็นต้องสังกัดพรรค แต่การออกแบบกระบวนการทั้งหลาย เราเชื่อมั่นว่าสส.ที่จะได้รับเลือกเข้าไปจะเป็นผู้สังกัดพรรคเป็นส่วนมาก ผู้ที่สมัครโดยไม่สังกัดพรรคน่าจะได้เป็นส่วนน้อย แต่จำเป็นต้องบัญญัติไว้เพื่อไม่ให้เกิดสภาพที่เรียกว่าเผด็จการรัฐสภา ซึ่งก็มีกรรมาธิการหลายท่านได้ยกขึ้นมาว่าการไปบัญญัติให้ผู้สมัครสส.สังกัดพรรค สส.ต้องทำตามมติพรรคและการบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส.เท่านั้น ทั้งหมดนี้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหลายท่านมีความเห็นว่าเป็นต้นตอหรือบ่อเกิดของเผด็จการรัฐสภาโดยธรรมชาติ
การที่นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นสส.จะช่วยแก้ไขปัญหาอย่างไร ?
ได้มีการอภิปรายกันว่าในบางกรณีที่สถานการณ์เกิดวิกฤต สถานการณ์เกิดความจำเป็นที่ต้องได้นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นสส.อาจมีความจำเป็นในสถานการณ์เช่นนั้น วิกฤติอาจเกิดขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งโดยที่ไม่ได้มีโอกาสได้ทราบล่วงหน้า เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากสส.นั้นเป็นเพียงการแก้สถานการณ์ที่เกิดวิกฤตทางการเมืองในขณะนั้น แต่เมื่อแก้ไขไปแล้วก็ได้บังคับใช้มาเป็นเวลา 20 ปี ก็มีสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในหลายครั้งที่หาทางออกไม่ได้ เพราะติดขัดในข้อนี้ และที่สำคัญคณะกรรมาธิการมีความเห็นว่าความเป็นจริงทางการเมืองในหลายเรื่องควรเกิดขึ้นจากสภาพวัฒนธรรมทางการเมือง หรือ เกิดขึ้นจากการที่เป็นประเพณีทางการเมืองมากกว่าที่จะไปเขียนบังคับไว้ทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐธรรมนูญ
แสดงว่ามาตรา 7 ก็อาจไม่ต้องมีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ?
ประเด็นนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมาตรา 7
ในกรณีของมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 ก็มีการพยายามเปิดช่องให้ได้ตัวบุคคลที่เข้ามาแก้ไขปัญหา?
ผมยังมองเห็นไม่ชัดเจนนัก และการที่จะไปพูดถึงพระราชอำนาจในเวลาอันสั้นเห็นว่าจะยังไม่เหมาะสม และการตีความเรื่องมาตรา 7 ก็มีการพูดกันมานานแล้วแต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าเมื่อถึงเกิดวิกฤตแล้วจะทำอย่างไรขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการเกิดวิกฤตก็อาจมีการหารือกันต่อไป
การให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นสส.แสดงว่ากำลังย้อนกลับไปใช้ที่มาของนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญก่อนปี 2540ใช่หรือไม่?
ไม่ใช่ครับ เพราะก่อนปี 2540 วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญ คือ รัฐธรรมนูญพ.ศ.2521 กำหนดให้ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูลชื่อนายกรัฐมนตรี ประเพณีในขณะนั้นไม่มีการสรรหาและเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้วิธีการให้หัวหน้าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเซ็นลายชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภาว่าเห็นควรสนับสนุนผู้ใดเป็นนายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภานำความขึ้นกราบบังคมทูล
วิวัฒนาการของรัฐธรรมนูญต่อมาจนถึงปี 2534 มีการเปลี่ยนแปลง คือ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูลว่าใครสมควรเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ยังไม่ได้บัญญัติให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร แต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติให้มีกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร มีการเสนอชื่อ มีการกำหนดว่าจะต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งและให้ลงคะแนนโดยเปิดเผยเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ดังนั้น ในประเด็นนี้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ยังคงกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎรไว้ แม้จะมีข้อเสนอให้เลือกนายกรัฐมนตรีในรัฐสภา คือ ให้นำวุฒิสภามารวมด้วย แต่คณะกรรมาธิการก็ไม่ได้รับข้อเสนอในส่วนนั้น
จะแก้ไขปัญหาเผด็จการรัฐสภาได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีใครรู้ว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นใครมาจากไหน?
โดยกลไกที่บังคับให้เลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร และถ้าเราเชื่อมั่นว่าระบบการเลือกตั้งสส.ระบบใหม่ที่นำมาใช้ จะทำให้ได้สส.ที่มีความหลากหลาย เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองขนาดเล็ก และกลุ่มประชาสังคมเข้ามาเป็นสส.ได้ เราก็มีความเชื่อมั่นว่าสส.น่าจะมีความเปิดเผยและมีความโปร่งใส และเลือกบุคคลที่เหมาะสมที่สุดกับสถานการณ์ในขณะนั้น
การเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสส. ย่อมเปิดโอกาสให้คนนอกที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งเข้ามาเป็นสส.?
ในทางลายลักษณ์อักษรก็อาจเป็นไปได้ แต่ในทางปฏิบัติเราไม่คาดว่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเชื่อว่าสส.ที่ได้รับเลือกเข้ามาน่าจะเป็นสส.ที่สังกัดพรรคเป็นส่วนใหญ่ ท่านก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไปเสนอชื่อคนที่ไมได้เป็นสส. หรือ ไม่ได้สังกัดพรรคของท่านเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าท่านม
การเปิดทางให้มีนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็นสส.จะเป็นการแก้ไขปัญหาสุญญากาศที่เกิดขึ้นในอดีตใช่หรือไม่?
ในคณะกรรมาธิการไม่ได้อภิปรายกันถึงขนาดนั้น แต่อภิปรายในเชิงหลักการว่าไม่จำเป็นจะต้องไปบังคับเอาไว้ และในประเทศทั่วโลกก็มีประเทศที่บังคับและไม่ได้บังคับให้นายกรัฐมนตรีเป็นสส. แต่การให้สส.เป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ก็ถือเสมือนหนึ่งว่าเป็นการทำตามเจตจำนงของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
นายกรัฐมนตรี ยังมีวาระ 4 ปี อยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระ หรือ 8 ปี และยังมีอำนาจยุบสภาผู้แทนราษฎร?
ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในเรื่องวาระการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีและสส.ตามที่คณะอนุกรรมการเสนอขึ้นมา และยังมีอำนาจยุบสภาอยู่
ตั้งแต่ปี 2535 มีวิวัฒนาการที่ต้องการให้ประชาชนได้เห็นหน้าตาของนายกรัฐมนตรีก่อนตัดสินลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ทิศทางที่คณะกรรมาธิการเสนอออกมาในขณะนี้กำลังกลับตาลปัตร?
น้อมรับฟังความคิดเห็นในส่วนนี้เอาไว้ แต่คณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเพียงบทบัญญัติของคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
การให้สว.ทำหน้าที่กลั่นกรองรายชื่อรัฐมนตรีจะเป็นแบบเดียวกับที่วุฒิสภาทำหน้าที่กลั่นกรองบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระหรือไม่?
อันนี้เป็นเพียงกรอบความคิดที่สรุปได้ในเบื้องต้นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีจะทูลเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรี จะต้องเสนอรายชื่อมาให้วุฒิสภาตรวจสอบประวัติความประพฤติทั้งหมดและเปิดเผยต่อประชาชนก่อน ซึ่งวุฒิสภาในอดีตก็มีระบบการตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งทางการเมืองในองค์กรต่างๆอยู่แล้ว แต่สำหรับกรณีของคณะรัฐมนตรีทางวุฒิสภาคงจะใช้เวลาเป็นเดือนไม่ได้ และต้องร่นระยะเวลาให้สั้นลงอีก ซึ่งจะกำหนดกระบวนการในกฎหมายลูกต่อไป
คงไม่ใช่การส่งชื่อมาให้สว.ดูเฉยๆแล้วก็ส่งคืนไป แต่ถ้ามาดูแล้วพบว่ามีความไม่เหมาะสมบางประการ สว.ก็ควรมีอำนาจยับยั้งในทางใดทางหนึ่ง แต่จะยับยั้งอย่างไรคงต้องไปคุยกันในรายละเอียดช่วงที่พิจารณาเป็นรายมาตรา ถ้ามีการเขียนรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องเป็นสส.ก็ได้ แล้วถ้าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังคงเป็นที่นิยมและก็มีสส.สนับสนุน แต่พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ลงเลือกตั้ง จะถือเป็นการเปิดช่องเอาไว้หรือไม่?
คณะกรรมาธิการทุกคนไม่ได้เขียนรัฐธรรมนูญเพื่อใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแน่นอน และไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น แต่เราคิดกันเฉพาะเรื่องในภาพรวมและหลักการที่เราเห็นว่าถูกต้องและควรจะเป็น
กลัวจะถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจให้กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือไม่?
ไม่กลัวครับ เพราะเราบริสุทธิ์ใจ และยอมรับว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรก็ถูกมองได้ทั้งนั้นว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้ได้ประโยชน์ แต่ในการทำหน้าที่ตรงนี้เราก็พยายามทำงานโดยคิดถึงส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ในทางกลับกันถ้าเราเขียนรัฐธรรมนูญไปในอีกทางหนึ่งก็อาจจะมองได้ว่าเป็นการเอื้อให้พรรคการเมืองได้ประโยชน์หรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมอง
คณะกรรมาธิการประเมินหรือไม่ว่าการให้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องเป็นสส. จะเกิดเหตุการณ์เหมือนปี 2535 ?
ไม่ได้พูดคุยกันครับ แต่ยืนยันว่าได้พิจารณากันอย่างรอบคอบตามสมควร และไม่ได้ทำไปเพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง







