
‘ความขัดแย้ง’ด้านที่ดินหลัง‘สึนามิ’
ปี 2557 นี้ ถือเป็นปีแห่งการครบรอบ 10 ปี “สึนามิ” เหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
ปี 2557 นี้ ถือเป็นปีแห่งการครบรอบ 10 ปี “สึนามิ” เหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ ที่เกิดขึ้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย
แล้วหลังจาก 10 ปีผ่านไป จากซากปรักหักพังได้เปลี่ยนเป็นอะไรบ้าง วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า แค่ประเทศไทยประเทศเดียว คลื่นยักษ์ได้คร่าชีวิตคนไปมากกว่า 8,000คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่เขาหลัก
สึนามิได้ทำลายโรงแรมที่เขาหลัก จ.พังงา ทางภาคใต้ของประเทศไทย ไปถึง 3 หมื่นห้อง เมืิ่อปี 2547 แต่เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี โรงแรมที่เขาหลักกลับฟื้นฟูกลับขึ้นมามากกว่า 5 หมื่นห้อง
ภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ในปี 2557 นี้ แม้จะเกิดความไม่สงบทางการเมืองขึ้นหลายประการ แต่นักท่องเที่ยวในภาคใต้ของประเทศไทยกลับยังคงเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 24 ล้านคน เมื่อเทียบกับปี 2546 ก่อนเกิดภัยพิบัติที่อยู่ที่ 10 ล้านคน
นอกจากนี้ หลังจากผ่านไปสิบปี ที่ดินในพื้นที่เกิดเหตุมีราคาพุ่งขึ้นสูงถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2547 ยกตัวอย่างเช่น ในภูเก็ต จากที่ดินราคาประมาณ 2.5 หมื่นบาท/ตารางเมตรในปี 2547 ปรับขึ้นเป็น 1.12 แสนบาท/ตารางเมตร ในปี 2557
ประเทศไทยนับว่ามีโรงแรมขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนั้น รวมถึงค่าชดเชยจากประกันก็ช่วยนักลงทุนในการยกระดับธุรกิจอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น โรงแรมรามาดาเขาหลัก รีสอร์ท ซึ่งลงทุนไปถึง 7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 250 ล้านบาท) ในการปรับปรุงโรงแรมที่เคยเป็นเพียงบังกาโล ให้กลายเป็นบ้านพักที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว เครื่องทำกาแฟ และอ่างจากุซซี ส่งผลให้มีผู้เข้าพักเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากคลื่นยักษ์ได้พัดผ่านไปแล้ว ผู้ประสบภัยที่กลับมาถึงที่อยู่อาศัยเดิม กลับพบว่าต้องอาศัยอยู่บนพื้นที่ที่ตกเป็นของผู้อื่นไปแล้ว
วอลสตรีทเจอร์นัล รายงานว่า การฟื้นฟูจากภัยพิบัติและค่าที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น ย่อมก่อให้เกิดทั้งผู้แพ้ทั้งผู้ชนะ โดยธุรกิจรายย่อยและชนเผ่าทะเลได้รับผลกระทบหนัก ต้องออกจากที่อยู่อาศัยเดิม ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนายทุนและชาวบ้านที่อยู่อาศัยเดิม
ไมตรี จงไกรจักร เครือข่ายชุมชนบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา เปิดเผยว่า เขาหลักมีที่ดินเกือบ 40ไร่ ที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น โดยส่วนมากเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์สึนามิ
ปี 2547
“หลายคนไม่รู้ว่ามีคนอื่นได้ครอบครองพื้นที่ที่พวกเขาเคยอยู่ไปแล้ว” ไมตรี กล่าว
วอลสตรีทเจอร์นัลรายงานอ้างลาบ หันทะเล ชนเผ่าทะเลที่อาศัยอยู่แถบนั้นและพบว่าที่ดินที่เคยอยู่มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ได้ตกเป็นของคนอื่นไปแล้ว ว่า แหล่งข่าวคนดังกล่าวกลับมาหลังจากเกิดภัยพิบัติและพบว่าบ้านที่เคยอยู่อาศัยตกเป็นของคนอื่นที่มีการรับรองอย่างถูกกฎหมาย
“ลึกลงไปแล้ว ฉันรู้ว่านี่คือที่ดินของฉัน ของบรรพบุรุษฉัน” แหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุ และชาวบ้านแถวนั้นมีบางส่วนยอมรับที่ดินเล็กๆ แลกกับการออกจากที่อยู่อาศัยเดิม
นอกจากนี้ ชาวเผ่าทะเลคนดังกล่าวยังระบุอีกด้วยว่า ในตอนนี้ราคาได้ปรับตัวขึ้นสูงจนเลยจุดที่ผู้อยู่อาศัยเดิมสามารถซื้อคืนได้แล้ว และจะอยู่ในที่อยู่อาศัยเดิมที่ตกเป็นของคนอื่นไปแล้วนี้ จนกว่าจะโดนไล่ออกไป
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เพียงแต่ผู้อยู่อาศัยเดิมได้รับผลกระทบ ด้านเจ้าของที่ดินคนใหม่เอง ก็ได้รับผลกระทบในทางลบเช่นเดียวกัน โดยเจ้าของที่ดินเหล่านั้นไม่ได้มีความอดทนกับการที่ใครก็ตามเข้ามาอยู่ในอาศัยในพื้นที่ที่บุคคลเหล่านั้นไม่มีสิทธิตามกฎหมาย
“นี่ไม่เกี่ยวกับการที่คนรวยรังแกคนจน แต่คนจนต่างหากที่รังแกคนรวย” เจริญ โพธิสัตว์ วัย 67 ปี ซึ่งมีที่ดินอยู่ในเขาหลักมาหลายรุ่น กล่าว
เจริญ กล่าวว่า คนท้องถิ่นลักลอบเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีเจ้าของ ดังนั้น เจ้าของที่ดินจึงต้องปลูกต้นมะพร้าวเพื่อแสดงให้บุคคลเหล่านั้นเห็นว่าที่ดินดังกล่าวมีเจ้าของแล้วตามกฎหมาย







