
ซูเปอร์บอร์ด ลากยาวฟื้นฟูแบงก์รัฐ
การทำงานของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ถือว่าผิดความตั้งใจเดิมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังว่าซูเปอร์บอร์ดจะเข้ามาปฏิรูปการทำงานของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบใหม่ไม่ให้นักการเมืองมารุมทึ้งสมบัติชาติได้อีก หรือถ้าทำได้ก็ให้ทำได้น้อยที่สุด
การทำงานของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือ ซูเปอร์บอร์ด ถือว่าผิดความตั้งใจเดิมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่หวังว่าซูเปอร์บอร์ดจะเข้ามาปฏิรูปการทำงานของรัฐวิสาหกิจทั้งระบบใหม่ไม่ให้นักการเมืองมารุมทึ้งสมบัติชาติได้อีก หรือถ้าทำได้ก็ให้ทำได้น้อยที่สุด
แต่ “ซุูเปอร์บอร์ด” เหมือนจะท่าดีทีเหลว หลังสั่งรัฐวิสาหกิจ 6-7 แห่ง ที่มีปัญหาขาดทุนมากๆ หรือขาดสภาพคล่องทางการเงินให้เร่งส่งแผนฟื้นฟูก่อนในปีนี้ โดยเฉพาะแผนฟื้นฟูกิจการธนาคารรัฐ 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) ให้ส่งแผนฟื้นฟูภายในสิ้นปีนี้ พร้อมสั่งให้แบงก์ทั้งสองแห่งจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาทำการตรวจทรัพย์สิน (ดิวดิลิเจนท์) ใหม่หมด
ยิ่งทำให้เวลาของการแก้ปัญหาที่รุนแรง ต้องเนิ่นนานและลากยาวออกไป เพราะแบงก์รัฐทั้งสองแห่งก่อนหน้านั้นมีหนี้เสียคนละกว่า 4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลไม่น้อยกว่า 40% ของสินเชื่อคงค้าง แถมเงินกองทุนยังติดลบ ถ้าเป็นธนาคารพาณิชย์เชื่อว่าคงถูกสั่งให้ปิดกิจการไปแล้ว
ผลการดิวดิลิเจนท์ออกมาว่า เอสเอ็มอีแบงก์มียอดหนี้เสีย 3.38 หมื่นล้านบาท มีเป้าหมายแก้หนี้ที่ชัดเจน คือ เตรียมขายหนี้ที่มีหลักประกัน แต่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจ 1.1 หมื่นล้านบาท แยกขายแบ่งกองตามพื้นที่ภูมิภาค ส่วนหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน 5,000 ล้านบาท จะว่าจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาบริหารหนี้ และเตรียมขอเงินชดเชยจากกระทรวงการคลัง 2,000 ล้านบาท ให้กับโครงการที่เกิดความเสียหายตามมติของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้จากสถานการณ์ชุมนุมแยกราชประสงค์และเหตุอุทกภัย แต่ปัญหาของเอสเอ็มอีแบงก์ คือ หาเอสเอ็มอีที่มีคุณภาพมากู้เงินยาก ลูกค้าดีก็หนีไปใช้บริการแบงก์พาณิชย์หมด ส่วนคนใหม่ที่เข้ามาใช้บริการก็เป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามพันธกิจของธนาคารที่ต้องช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงิน แต่ธนาคารก็ยังคงต้องแบกความเสี่ยงที่ลูกหนี้จะเป็นหนี้เสียต่อไป
ด้านไอแบงก์อาการหนักกว่า เพราะหลังดิวดิลิเจนท์ พบหนี้เสียเพิ่มอีก 7,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาผู้บริหารไอแบงก์ทุ่มเทเวลาไปกับการทำแผนฟื้นฟูเพื่อเสนอซูเปอร์บอร์ด โดยที่ปล่อยให้มีหนี้ตกชั้นเพิ่มอีกเดือนละไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
ที่น่าตกใจยิ่งกว่า เมื่อพบว่าแผนฟื้นฟูของไอแบงก์ได้เสนอให้มีการแยกหนี้เสีย 5 หมื่นล้านบาท ออกไปตั้งเป็นเอเอ็มซี โดยเสนอให้กระทรวงการคลังถือหุ้นในเอเอ็มซี 100% รวมทั้งขอให้คลังใส่เงินเพิ่มทุนก้อนใหม่เข้ามาอีก 1 หมื่นล้านบาท รวมของเก่าเป็น 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท
ถามว่าเหตุใดซูเปอร์บอร์ดถึงไม่ตีกลับแผนฟื้นฟูพิสดารฉบับนี้ทันที แต่กลับอนุมัติแผนฟื้นฟูเพียงบางส่วน และยังปล่อยให้ผู้บริหารได้พิสูจน์ฝีมือตัวเองอีก 3 เดือน แล้วกลับมาประเมินแผนกันใหม่ในเดือน มี.ค 2558 ว่าจะปรับแผนหรือไม่อย่างไร
การซื้อเวลามีข้อเสียคือ ถ้าหนี้เสียยังตกชั้นไม่หยุดอีกเดือนละ 3,000 ล้านบาท รวม 3 เดือน ถ้าเกิดมีหนี้เสียตกชั้นอีก 1 หมื่นล้านบาท กลายเป็นหนี้เสียเพิ่มเป็น 6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของยอดสินเชื่อคงค้างที่ระดับ 1 แสนล้านบาท แล้ว “ซูเปอร์บอร์ด” จะรับผิดชอบต่อความผิดพลาดในเรื่องนี้อย่างไร
เพราะก่อนหน้านี้ ที่กระทรวงการคลังมีการพูดถึงประเด็นเรื่องการควบรวมกิจการธนาคารที่อ่อนแอ เข้าไปอยู่กับธนาคารที่มีฐานะทางการเงินเข้มแข็งกว่า เพราะที่ผ่านมากระทรวงการคลังสั่งแบงก์ทั้งสองแห่งทำแผนฟื้นฟูส่งมารอบแรกแล้วตั้งแต่ปี 2555 ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้ตามแผนที่เสนอไว้ ส่งผลให้มีการพูดถึงไอแบงก์ให้ไปควบรวมกับธนาคารออมสิน ในฐานะที่ถือหุ้นไอแบงก์อยู่ 39% แต่การเกิดขึ้นของ “ซูเปอร์บอร์ด” กลับไม่ช่วยให้ปัญหาถูกจัดการแบบเบ็ดเสร็จ แต่เหมือนไปเลี้ยงไข้ให้อาการสาหัส และต้องใช้ยาแรงเข้าไปแก้ปัญหาที่หนักกว่าเดิม
กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง มองว่าการทำงานของซูเปอร์บอร์ดคณะปัจจุบันต่างจากนิยามสมัยที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง และซูเปอร์บอร์ดในนิยามของตนมาก เพราะซูเปอร์บอร์ดควรมีอำนาจในการปฏิรูป กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เพราะภายใต้การกำกับของรัฐบาลปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจอย่างจริงจัง เพราะเรื่องนี้ไม่สามารถทำได้ในช่วงของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี หากต้องการปฏิรูปแบงก์รัฐทั้งสองแห่ง เห็นว่าการทำงานของซูเปอร์บอร์ดต้องเข้าไปมีบทบาทในการกำกับดูแลแบบเต็มตัวกว่านี้ ไม่ใช่การฟื้นฟูแบบครึ่งๆ กลางๆ เพราะลำพังให้คณะกรรมการธนาคารขับเคลื่อนอย่างเดียวคงไม่ไหว โดยเฉพาะที่ไอแบงก์
นอกจากนี้ ยังพบว่าปัญหาสำคัญของ 2 แบงก์รัฐ คือ ยังมีผู้บริหารระดับสูงที่ทำงานแบบมือไม่พายเอาเท้าราน้ำอยู่อีกมาก หากต้องการจะฟื้นฟูกิจการเพื่อให้แบงก์ทำงานอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล ควรต้องปลดผู้บริหารที่มาจากการเมืองที่ไม่มีความรู้ความสามารถด้านการเงินการธนาคารดีพอ เพื่อล้างไพ่ให้หมดไปเสียก่อน และหามืออาชีพเข้ามาวางระบบใหม่ เชื่อว่ายังมีโอกาสที่แบงก์รัฐทั้งสองแห่งจะทำงานเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลได้อีกมาก







