
ตำนานการโกง
เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย และท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ออกมาพูดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ยังไม่ลดลง สังคมต้องฟังและ คสช.ควรนำไปปฏิบัติ ณ วันนี้นักธุรกิจก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับ “ไอ้โม่ง” เช่นเดิม 30-40% ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้บริหารในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ทำให้มีคำถามตัวโตว่า เมื่อไม่มีนักการเมืองคอยโกงกินแล้ว นักธุรกิจต้องจ่ายให้ใคร
เมื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรีหลายสมัย และท่านอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ออกมาพูดเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ยังไม่ลดลง สังคมต้องฟังและ คสช.ควรนำไปปฏิบัติ ณ วันนี้นักธุรกิจก็ยังต้องจ่ายใต้โต๊ะให้กับ “ไอ้โม่ง” เช่นเดิม 30-40% ซึ่งได้รับการยืนยันจากผู้บริหารในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศ ทำให้มีคำถามตัวโตว่า เมื่อไม่มีนักการเมืองคอยโกงกินแล้ว นักธุรกิจต้องจ่ายให้ใคร
ในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา การทุจริตคอร์รัปชั่นในไทยรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย เงินภาษีของประชาชนแทนที่จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาบ้านเมืองทั้งหมด งบส่วนหนึ่งและทรัพย์ของชาติถูกยักยอกโดยนักการเมืองกลุ่มหนึ่งเอาไปใช้เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวก
สังคมรู้มานานแล้วด้วยว่านักการเมืองคนไหนบ้างที่โกงกินบ้านเมือง มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับตำนานโกงของเมืองไทย เช่น นาย บ. นาย ช. นาย ก. นาย ม. ก่อนนั้นก็กิน 5-10% แต่เมื่องบประมาณเพิ่มขึ้น จำนวนเม็ดเงินที่โกงไปก็เพิ่มขึ้นมาก จากสิบเป็นร้อยเป็นพันล้านบาท
ตำนานการโกงสมัยใหม่เปลี่ยนไป นาย ท. นาย ส.หนุ่ม สองคนนี้โกงในระดับตำนานนอกจากเพิ่มเป็น 25-30% แล้ว ยังใช้วิธี “คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย” ที่เม็ดเงินสูงเป็นพันเป็นหมื่นล้านบาท ถือว่าเป็นการ“ปฏิวัติการโกง” ของประเทศทีเดียว โดยเฉพาะนาย ส.หนุ่มนั้นโกงได้ทุกสภาพดินฟ้าอากาศ ทุกเวลา ทุกสถานที่ แม้ไม่มีตำแหน่งยังโกงได้ จนได้รับการยกย่องจากแชมป์โกงว่า 1 ส = บ+ม
นาย บ.พุ่งเป้าไปที่หน่วยงานต้นทางการจัดสรรงบเลย นั่นคือ สำนักงบประมาณ เข้าไปต่อรองของบประมาณแต่ละปีเข้าจังหวัดตัวเอง นักการเมืองหลายคนก่อนเล่นการเมืองยากจน บัญชีในธนาคารตัวแดงเถือก พอเป็นนักการเมืองได้ไม่เท่าไร ร่ำรวยมหาศาลจากการเรียกรับเปอร์เซ็นต์โครงการต่างๆ ในความรับผิดชอบของตน กินไวน์ขวดละเป็นแสนบาท นักการเมืองบางคนใช้วิธีการหักหลังคนเพื่อเรียกรับเงินจนกลายเป็นมหาเศรษฐี ฯลฯ แต่นักการเมืองรุ่นใหม่โดยเฉพาะพวกที่เรียนเมืองนอก มีวิธีการแปลกใหม่ในการโกง โกงแบบโลกาภิวัตน์
รัฐมนตรีขี้โกงรุ่นเก่าชื่อ นาย ม.เอาเงินที่โกงมาได้ใส่ปี๊บฝังไว้ในบ้าน เมื่อตายไปก็เอาไปไม่ได้ รัฐมนตรี ก.และ ช.ให้คนใกล้ชิดถือเอาไว้ พอตายไปปรากฏว่าคนใกล้ชิดยึดเอาไปเป็นของตัวหมด จนเมียซึ่งเป็นคุณหญิงไปยืนด่าหน้าบ้านว่าเอาเงินของผัวกูคืนมา หัวหน้าพรรค ช.ใช้วิธีให้พ่อค้าเก็บเงินที่ต้องจ่ายไว้ก่อน พอถึงเลือกตั้งค่อยเอามาให้ใช้ซื้อเสียง แต่นักการเมืองรุ่นใหม่จบจากเมืองนอกเอาเงินที่โกงได้ไปฝากไว้ในต่างประเทศ บริษัทน้ำมันจากตะวันออกกลางแห่งหนึ่งจ่ายเงินแต่ละเดือนไว้ในบัญชีของนักการเมืองไทยในสิงคโปร์ นักการเมืองขี้โกงสมัยนี้ฟอกเงินด้วยการไปซื้อบ้านไว้ในต่างประเทศ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง นักธุรกิจรายหนึ่งเคยขนเงินสดใส่รถตู้ไปให้นักการเมืองใหญ่คนหนึ่ง ขนกันตั้งแต่ 6 ทุ่มจนถึงตี 4 ถึงจะหมด โดยนักการเมืองนั้นเก็บไว้เต็มห้องใต้ดินในบ้าน ถ้าเป็นวันนี้อาจมีโจรไปปล้นและขนเอาเงินไปเหมือนกับคดีโจรปล้นบ้านอดีตข้าราชการผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่ไม่ยอมจ่ายตามที่ตกลงกันไว้เพราะนักการเมืองคนนั้นหมดอำนาจ เตรียมจะเอาไปจ่ายให้คนใหม่ คนเก่าเลยให้คนไปปล้นซะเลย
สมัยก่อนพรรคการเมืองหนึ่งขอคุมกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดูแล 3 น้ำ คือ น้ำเหล้า น้ำตาล และน้ำมัน เพราะเป็นแหล่งรายได้สำคัญ แต่นักการเมืองรุ่นใหม่จะหาทางคุมกระทรวงพลังงานและ ปตท. เพราะนั่นเป็นแหล่งเงินใหญ่ที่สุดที่จะกอบโกยได้ นักการเมืองและข้าราชการผู้ใหญ่บางรายมีบัญชีในต่างประเทศที่บริษัทน้ำมันจะจ่ายให้ในแต่ละเดือน รองลงมาก็เป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับกิจการโทรคมนาคม
การก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิเป็นจุดเปลี่ยนระหว่างการกินรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ ช่วงนั้นเศรษฐกิจของชาติไม่ดี ไม่มีโครงการใหม่ ทุกพรรคการเมืองจึงมุ่งมายื้อแย่งผลประโยชน์ที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นสำคัญ ถึงกับมีการแย่งชิงตำแหน่งกันในคณะรัฐมนตรี มีอดีตปลัดกระทรวงคนหนึ่งเป็นคนจัดสรรให้ทุกพรรคได้กินกันโดยถ้วนหน้า โกงกินกันตั้งแต่ทรายจนถึงเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์
เงินที่ถูกยักยอกไปเข้ากระเป๋านักการเมืองและข้าราชการขี้โกงนั้น เป็นเงินของประชาชนทั้งสิ้น เป็นภาษีที่ประชาชนจ่ายให้กับรัฐเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศซึ่งผลจะกลับมายังประชาชนอีกทีหนึ่ง แต่เมื่อภาษีของประชาชนไม่ได้ถูกใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผลที่กลับมายังประชาชนก็ลดไปด้วย พวกนี้รู้กฎหมายและหาทางหลบหลีกไปได้ทุกครั้ง เวลานี้เป็นช่วงที่เหมาะสมในการที่ คสช.และรัฐบาลจะปราบปรามการฉ้อราษฎร์โกงหลวงอย่างจริงจังตามที่ประกาศไว้ อย่างน้อยก็ต้องไม่มีข่าวการทุจริตคอร์รัปชั่นในช่วง คสช.อยู่ในอำนาจ ประชาชนไม่อยากฟังตำนานแบบข้างต้นอีก
ประชาชนควรทำตามที่ พล.อ.เปรม แนะนำ เราต้องไม่โกง คนรอบข้างต้องไม่โกง เราอย่าไปไหว้นักการเมืองและข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง รวมทั้งพ่อแม่ลูกเมียของคนโกงเพราะถือว่าพวกนี้ ดี.เอ็น.เอ.เดียวกัน เราต้องช่วยกันสาปแช่งให้พวกนี้พินาศฉิบหายไปเลย เราทำได้ อยู่ที่ไหนก็ทำได้ และไม่ต้องลงทุนเสียเงินเสียทองเสียเวลาแต่อย่างใด การสาปแช่งคนโกงชาติไม่บาป ส่วนการเอาคนผิดมาลงโทษนั้นปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไป







