
มาร์คโหมแผนปรองดอง
ข่าวใหญ่ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมายังอยู่ที่การเดินหน้า
“แผนปรองดองแห่งชาติ” กับการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาอ่านจดหมายที่เขียนถึงประชาชนผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ เชิญชวนประชาชน 63 ล้านคน “ร่วมเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย” ลืมความโกรธแค้นจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมรวมใจเป็นหนึ่งสร้างบ้านใหม่ ควบคู่ไปกับกระบวนการฟื้นฟูประเทศในแต่ละด้านที่อยู่ระหว่างการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำหน้าที่ไล่มาตั้งแต่ ศ.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ในส่วนของคณะกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ศ.สมบัติ ได้เสนอรายชื่อกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นายกฯ พิจารณา 20 คน ประกอบด้วย นักวิชาการสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และสังคมศาสตร์ อาทิ เช่น ศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศ.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ทั้งนี้ หลังจากแต่งตั้งคณะกรรมการเป็นทางการแล้ว กรรมการทั้งหมดจะนัดประชุมวางกรอบการพิจารณา โดยจะยึดข้อเสนอของ
“คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ชุดที่ ดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี เป็นประธาน เป็นหลัก โดยเฉพาะข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเร่งด่วน 6 ข้อ แต่ถ้ากรรมการรายอื่นเห็นว่ามีประเด็นนอกเหนือจากนี้ หรือต่อยอดจาก 6 ข้อ ก็จะหารือกัน ซึ่ง ศ.สมบัติ ยืนยันว่า นายกฯ ให้อิสระคณะกรรมการเต็มที่ และยืนยันว่าไม่มีวาระซ่อนเร้นด้านคณะกรรมการปฏิรูปสื่อ ยุบล ระบุว่าจะเสนอแนวทางปฏิบัติ เรื่องการปฏิรูปสื่อในทางที่เหมาะสม อิงตามแนวทางรัฐธรรมนูญที่ต้องการดูแลคุ้มครอง ทั้งผู้ทำหน้าที่สื่อมวลชนและผู้บริโภค โดยจะรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย และนำมาประมวลพิจารณาว่าเราสามารถจะเสนอแนะแนวทางอะไรได้บ้างที่จะช่วยให้แต่ละฝ่ายทำงานได้ โดยการทำงานครั้งนี้ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการใดๆ เป็นพิเศษแต่จะมอบหมายให้อาจารย์ในคณะไปศึกษาและพูดคุยกันในแต่ละกลุ่ม เพื่อดึงเอาปัญหาความคาดหวัง และบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น เพื่อสรุปข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเสนอข้อมูลให้กับรัฐบาลต่อไป
ล่าสุดคณิต แถลงว่า เบื้องต้นจะพยายามเดินสายไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นจากคนทุกสี รวมถึงนักวิชาการ โดยในวันที่ 14 มิ.ย.นี้ จะเดินทางไปพบกับวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคณะ ที่ค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งคาดว่าจะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการทำงาน และพร้อมเปิดทางที่จะพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ตาม คณิตยอมรับว่าค่อนข้างหนักใจกับการทำงานครั้งนี้ เพราะเป็นสถานการณ์พิเศษ และเป็นเรื่องยากที่ต้องดำเนินการท่ามกลางความขัดแย้งและความเห็นต่างอย่างชัดเจนของคนในสังคม ดังนั้นการจัดทำแผนงานและวิธีความปรองดองจะไม่มีการชี้ว่าใครถูกใครผิด เพราะที่ผ่านมาคนไทยสูญเสียโอกาสมากแล้ว จึงจำเป็นต้องหาทางออกและหันหน้าเข้าหากัน โดยอาจต้องมีกระบวนการทางวิชาการลักษณะเดียวกับที่หลายประเทศใช้ หรือที่เรียกว่า Truth Commission มากกว่าการค้นหาข้อเท็จจริง หรือ Fact Finding ตามปกติ
สำหรับประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ล่าสุด อภิสิทธิ์ ได้เดินทางไปหารือกับ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสข่าวว่าจะเชิญมาร่วมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าผลสุดท้ายจะออกมาอย่างไร อย่างไรก็ตามในวันที่ 17 มิ.ย. นายกฯ จะนัดคุยกับตัวแทนภาคประชาชน เพื่อคัดเลือกตัวบุคคลที่จะเข้าทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการตั้งคณิตขึ้นมาเป็นประธาน คอป. ได้เกิดกระแสคัดค้านจากพรรคเพื่อไทยอย่างต่อเนื่อง ไล่มาตั้งแต่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และจตุพร พรหมพันธุ์ สส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ที่ออกมาระบุว่า ไม่ยอมรับคณิต เพราะในช่วงคดีการพิจารณาคดี ส.ป.ก.401 ปี 2537 ขณะนั้นคณิตเป็นอัยการสูงสุดและมีการไม่สั่งฟ้องชวน หลีกภัย และสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีตำแหน่งในขณะนั้น จึงต้องการให้คณิตถอนตัว ด้านคณิตระบุว่าไม่กังวลและไม่หนักใจที่พรรคเพื่อไทยออกมาคัดค้าน เพราะทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตรวจสอบได้และพร้อมที่จะทำงาน
ความคืบหน้าในกระบวนการดำเนินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ในส่วนของเงินบริจาค 258 ล้านบาท ยังคงยืดเยื้อไม่สามารถหาข้อสรุปส่งฟ้องได้ หลังจากอัยการสูงสุด (อสส.) ไม่สั่งฟ้องเพราะมีหลักฐานอ่อน ล่าสุดอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างนายทะเบียนพรรคการเมือง กับ อสส. พิจารณาใหม่ให้เสร็จภายใน 30 วัน โดยจะสอบเพิ่ม 8 ประเด็นตามที่ อสส. ตั้งข้อสังเกต ยืนยันว่าส่วนตัวไม่มีภาวะกดดัน เพราะไม่ใช่เรื่องที่นายทะเบียนพิจารณาคนเดียว ต้องให้ กกต. 5 คนร่วมพิจารณาและลงมติตามความเห็นก่อนส่งศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนกระแสข่าวที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตกเป็นจำเลยกับเรื่องที่ถูกมองว่ามีส่วนช่วยเหลือพรรคประชาธิปัตย์ในคดียุบพรรค ทำให้ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ออกมาแถลงชี้แจงว่า เข้ารับตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอต่อจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งการดำเนินคดียุบพรรคเสร็จสิ้นไปแล้ว พนักงานสอบสวนนำสำนวนส่งให้ กกต. แล้ว การเข้ามารับตำแหน่งของตนเองจึงไม่เกี่ยวกับคดีดังกล่าวเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามขณะนี้มีขบวนการดิสเครดิตดีเอสไอ อีกทั้งตอนนี้มีคนของดีเอสไอ 5% ถูกชักจูงโดยอดีตผู้บริหารดีเอสไอบางคน ไปตั้งวอร์รูมช่วย นปช. ทำผิดกฎหมาย จึงขอให้ยุติการกระทำดังกล่าวไม่ให้เอาเรื่องเท็จมาพูด
สำหรับความเคลื่อนไหวฝั่งพรรคเพื่อไทย ที่ประชุมพรรคเมื่อวันอังคารที่ผ่านมามีมติให้ สส. ของพรรคเดินสายเปิดเวทีปราศรัยในต่างจังหวัด เริ่มต้นจากจังหวัดที่ติด พ.ร.ก.ฉุกเฉินในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก พุ่งเป้าขยายแผลจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ให้ประชาชนรู้ว่ารัฐบาลทุจริตอย่างไร อีกด้านหนึ่งยังมอบหมายให้ สส. อีสานลงพื้นที่เข้าไปดูแลทำความเข้าใจ เยียวยาให้กำลังใจกลุ่มเสื้อแดงหลังการสลายการชุมนุม และบางส่วนถูกจับ เพราะไม่อยากให้ประชาชนคนเสื้อแดงรู้สึกถูกโดดเดี่ยว ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อพรรคในอนาคตได้ ดังนั้นจึงต้องเร่งเข้าไปทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเร็วเพื่อให้เกิดความเข้าใจและมั่นใจในแนวทางการต่อสู้ของพรรคต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย มีมติให้ขับ ปรพล อดิเรกสาร สส.สระบุรี จุมพฏ บุญใหญ่ สส.สกลนคร ออกจากพรรคในข้อหาทำผิดระเบียบข้อบังคับพรรคการเมืองอย่างร้ายแรง ขาดการประชุมพรรคเป็นเวลานาน และไม่เข้าร่วมในกิจกรรมของพรรค ไปร่วมกิจกรรมกับพรรคการเมืองอื่นอย่างเปิดเผย ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการวินัยและจรรยาบรรณของพรรค สอบข้อเท็จจริง เรื่องที่ สมบูรณ์ วันชัยธนวงศ์ และนิคม เชาว์กิตติโสภณ สส.สัดส่วนกลุ่ม 1 พรรคเพื่อไทย ที่โหวตสนับสนุนรัฐบาลในการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมานั้น รวมทั้งมีพฤติกรรมตีตัวออกห่างพรรค







