
เคาะนายกฯไม่ต้องเป็นสส.
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางคนนอกนั่งนายกฯ อ้างมีไว้เพื่อแก้วิกฤติ เพิ่มอำนาจสว.ให้กลั่นกรองรายชื่อครม.ก่อนแต่งตั้ง
กมธ.ยกร่างฯเปิดทางคนนอกนั่งนายกฯ อ้างมีไว้เพื่อแก้วิกฤติ เพิ่มอำนาจสว.ให้กลั่นกรองรายชื่อครม.ก่อนแต่งตั้ง
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกมธ.ยกร่างฯ มีข้อสรุปว่านายกรัฐมนตรีจะมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 172 แต่จะไม่บังคับให้นายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นสส. เพื่อเปิดช่องให้นายกรัฐมนตรีมาจากบุคคลภายนอกได้เมื่อเกิดเหตุวิกฤตทางการเมืองเหมือนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสส.เท่านั้นย แต่โดยธรรมชาติและตรรกะทั่วไปแล้ว เมื่อบัญญัติว่าให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีและให้ประธานสภาเป็นผู้นำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยทั่วไปแล้วนายกรัฐมนตรีน่าจะมาจากการเป็นสส.
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า ส่วนที่มาของสว.นั้นกำหนดให้มีจำนวนไม่เกิน 200 คน ซึ่งที่มาของสว.จะยึดหลักความหลากของกลุ่มในสังคไทย ไม่ใช่สะท้อนถึงอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร โดยเบื้องต้นกำหนดหลักการให้สว.มีที่มาจาก 5 ช่องทาง ประกอบด้วย 1.มาจากการอดีตผู้นำในอำนาจอธิปไตยทั้ง 3 อาทิ นายกรัฐมนตรี, ประธานรัฐสภา เป็นต้น ที่จะต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง 2.อดีตข้าราชการระดับสูง อาทิ อดีตปลัดกระทรวง, อดีตผู้นำเหล่าทัพ 3.ประธานองค์กรวิชาชีพหรือผู้แทนองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ เช่น ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, แพทยสภา, 4.กลุ่มภาคประชาชน เช่น สหกรณ์การเกษตร, สหภาพแรงงาน, องค์กรภาคประชาชน โดยทั้ง 4 ช่องทางนี้จะมาจากกระบวนการสรรหาตามสัดส่วนที่จะกำหนดอีกครั้ง และ5.ให้มีการเลือกตั้งทางอ้อม ผ่านการเลือกสรรคจากสภาวิชาชีพที่หลากหลาย จากนั้นให้นำบุคคลที่ได้รับการสรรหานั้นไปให้ประชาชนลงคะแนนรับรอง ซึ่งวิธีการเลือกตั้งจะมีการกำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้คณะกมธ.ยกร่างฯกำหนดให้เพิ่มอำนาจให้กับสว.ด้วย ได้แก่ 1.สามารถเสนอร่างกฎหมายได้ โดยเมื่อร่างกฎหมายผ่านชั้นวุฒิสภาแล้วให้ส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา ประเด็นดังกล่าวทางคณะกมธ.ยกร่างฯได้พิจารณาถึงประเด็นการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 2.ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี ก่อนจะนำความกราบขึ้นบังคมทูล โดยมีข้อเสนอให้สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ และ สมัชชาจริยธรรม ได้ตรวจสอบจริยธรรมของสส. รัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง, องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ หากพบว่ามีความผิดจริยธรรมสามารถเข้าสู่กระบวนการถอดถอนได้ 3.วุฒิสภาสามารถลงมติร่วมกับสส.ในกรณีการถอดถอนนายกฯ รัฐมนตรี สส. ส.ว. และข้าราชการระดับสูง โดยให้ใช้เกณฑ์คะแนนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้ง 2 สภา ขณะที่อำนาจและหน้าที่ของสว.ที่มีอยู่เดิม อาทิ การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง, การอภิปรายทั่วไป โดยไม่ลงมติ, การตั้งกระทู้ถาม ยังคงไว้เช่นเดิม
"การให้สว.ตรวจสอบคุณสมบัติบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อจากนายกฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลนั้น เบื้องต้นจะกำหนดให้มีเวลาตรวจสอบประมาณ 2 สัปดาห์ โดยประเด็นนี้จะทำให้เกิดความตระหนักก่อนที่นายกฯ จะเสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งของสว. ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่มีการหารือกันว่าสว.ไม่ควรอยู่ยาว และมีวาระเพียง 3 ปีเท่านั้น โดยประเด็นดังกล่าวจะมีการหารือกันอีกครั้ง" นายคำนูณ กล่าว







