posttoday
การระดมกำลังฟื้นฟูการศึกษา

การระดมกำลังฟื้นฟูการศึกษา

24 ธันวาคม 2557

ในฉบับที่แล้วได้พูดถึงโครงการโรงเรียนในโรงงาน หรือเรียกสั้นๆ ว่า WIL (Work Integrated Learning) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อพยายามแก้ปัญหาที่ภาคเอกชนขาดแคลนแรงงานช่างเทคนิค หรือแรงงานระดับอาชีวศึกษา ที่จริงโครงการนี้ยังมีรายละเอียดมากกว่าที่เขียนไป และเป็นโครงการที่มีการดำเนินการไปแล้วเป็น Pilot Project ระหว่างเอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยมีสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จ หรือเรียกได้ว่า สวทน. เป็นข้อต่อที่สำคัญในการแก้ปัญหาของบริษัทนำร่องนี้ และผลก็ปรากฏว่าประสิทธิภาพการผลิตของบริษัทดีขึ้นมากจนมีบริษัทและมหาวิทยาลัยอื่นให้ความสนใจ

ในฉบับที่แล้วได้พูดถึงโครงการโรงเรียนในโรงงาน หรือเรียกสั้นๆ ว่า WIL (Work Integrated Learning) ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อพยายามแก้ปัญหาที่ภาคเอกชนขาดแคลนแรงงานช่างเทคนิค หรือแรงงานระดับอาชีวศึกษา ที่จริงโครงการนี้ยังมีรายละเอียดมากกว่าที่เขียนไป และเป็นโครงการที่มีการดำเนินการไปแล้วเป็น Pilot Project ระหว่างเอกชนร่วมกับมหาวิทยาลัย โดยมีสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม
แห่งชาติ (สวทน.) เป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือจนประสบความสำเร็จ หรือเรียกได้ว่า สวทน. เป็นข้อต่อที่สำคัญในการแก้ปัญหาของบริษัทนำร่องนี้ และผลก็ปรากฏว่าประสิทธิภาพการผลิตของบริษัทดีขึ้นมากจนมีบริษัทและมหาวิทยาลัยอื่นให้ความสนใจ

ที่จริงแล้วการขาดแคลนกำลังคนในระดับช่างเทคนิค หรืออาชีวะและระดับวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นปัญหามานานและเป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง นอกจากหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ปัญหากันไปเท่าที่ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดจะอำนวยให้ โดยมีสาเหตุสำคัญ คือ ค่านิยมของสังคม ผู้เขียนเคยเขียนไว้ครั้งหนึ่งแล้วว่า เด็กของไทยที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา
เข้าเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวิศวะลดลงเป็นลำดับ ต่างจากการเลือกเรียนทางสังคมรวมถึงเศรษฐศาสตร์ บัญชี และการเงินที่มีอัตราเพิ่มขึ้น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและบางมหาวิทยาลัยจึงได้พยายามแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็เป็นไปอย่างเงียบๆ แม้จะจริงจังขึ้นเป็นลำดับ แต่สังคมก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจหรือรับรู้มากนัก ผู้เขียนเพียงแต่หวังว่าเมื่อโครงการนี้หรือโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง จนเด็กๆ ของไทยหรือแม้แต่ผู้ปกครองเห็นแล้วว่า การเดินมาในถนนสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หรือวิศวกรรมศาสตร์นี้ สามารถสร้างเส้นทางสายอาชีพ (Career Path) ที่ไปได้ไกลและมั่นคงได้ ค่านิยมของสังคมก็จะเปลี่ยนแปลงไป

โครงการอื่นๆ ที่ผู้เขียนกล่าวถึงข้างต้นก็มี เช่น การประยุกต์การเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังคน โดยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ เข้ามาช่วยควบคู่ไปกับการฝึกทักษะอาชีพในระบบการศึกษา และขณะเดียวกันก็ให้ตอบสนองกับความต้องการหรือแก้ปัญหาของภาคเอกชนด้วย คล้ายๆ กับโครงการ WIL แต่เป็นการเน้นในระดับชุมชนหรือพื้นที่ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า STEM (Science Technology Engineer and Mathematic) ซึ่งโครงการข้างต้นนี้ก็เป็นโครงการที่ได้ดำเนินการมาแล้วเช่นกัน โดยเป็นการร่วมมือระหว่างโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในพื้นที่ที่เข้าร่วมโครงการและภาคเอกชน เพื่อเป็นการร่วมกันพัฒนากำลังคนไปด้วย และเพื่อให้เด็กเหล่านั้นมีคุณภาพตรงกับความต้องการของภาคการผลิตของเอกชน

สำหรับสาขานำร่องสาขาแรก คือ สาขาการผลิตเส้นใยธรรมชาติ สิ่งทอ และแฟชั่น โดยให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 จำนวน 126 คน ในโรงเรียนเครือข่ายทั้ง 4 แห่ง ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ แบ่งเป็นสังกัด สพฐ. 2 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนสันกำแพง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ 2) โรงเรียนเทพศิรินทร์ เชียงใหม่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ และสังกัด อบจ. 2 แห่ง ได้แก่ 3) โรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ และ 4) โรงเรียนแม่อายวิทยาคม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ มีภาคเอกชน โดยบริษัท เพียรกุศลไหมและฝ้าย  เป็นผู้กำหนดแนวทางการสอน รวมทั้งร่วมกำหนดเนื้อหาการเรียนรู้ ตลอดจนกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางเทคนิคสิ่งทอและเส้นใยธรรมชาติ และมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้ดูแล ติดตาม จัดหาอุปกรณ์ฝึกสอน วิทยากร รวมทั้งจัดทำเนื้อหาและหลักสูตรให้แก่โรงเรียน

การจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาดังกล่าว จะกำหนดให้เป็นรายวิชาเลือกแล้วแต่ศักยภาพของโรงเรียนเครือข่ายนำร่อง ทั้งนี้โรงเรียนสันกำแพงได้กำหนดให้เรียนจำนวน 1 หน่วยกิต 2 คาบเรียนติดกัน/สัปดาห์ โรงเรียนเทพศิรินทร์เชียงใหม่ กำหนดให้เรียนจำนวน 1 หน่วยกิต 2 คาบเรียนติดกัน/สัปดาห์ โรงเรียนแม่อายวิทยาคม กำหนดจำนวน 3.5 หน่วยกิต รวม 7 คาบเรียน/สัปดาห์ และโรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก กำหนดจำนวน 1 หน่วยกิต รวม 2 คาบเรียน/สัปดาห์ นักเรียนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อยกลุ่มละ 10-15 คน 3 กลุ่ม ผลัดเปลี่ยนกันเรียนเนื้อหา 3 เรื่อง ได้แก่ การปลูกหม่อน (ฝ้าย) การทำเส้นใยธรรมชาติ และการทอผ้าพันคอ ภายในหนึ่งภาคการศึกษา และจะต้องเรียนต่อเนื่องตั้งแต่ชั้น ม.1-3 โดยบริษัทเอกชนจะเป็นผู้จัดหาเครื่องมือและวัตถุดิบที่ใช้ในการเรียน รวมทั้งร่วมดำเนินการสอนและฝึกทักษะปฏิบัติให้แก่ครูและนักเรียนในโรงเรียน และมีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นผู้จัดทำแนวทางการเรียนรู้และหลักสูตรด้าน STEM ที่เชื่อมโยงกับทักษะการปฏิบัติในอาชีพสิ่งทอ เพื่อจัดทำเป็นสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ และสามารถขยายผลไปยังโรงเรียนนำร่องต่างๆ ได้

ผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการทำให้เกิดต้นแบบแนวทางการใช้หลักสูตรการเรียนการสอน STEM ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางอาชีพ เกิดเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาการศึกษาแบบบูรณาการองค์ความรู้ทางด้าน STEM เข้ากับการปฏิบัติงานจริงในแต่ละสาขาวิชาชีพ โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ครูผู้สอนในโรงเรียนได้รับการพัฒนาทักษะการสอนแบบ Active Learning และสามารถขยายผลการดำเนินงานภายในโรงเรียนหรือกับโรงเรียนอื่นได้

เรียกได้ว่าตอนนี้ก็มีการระดมกำลังกันระหว่างภาคการศึกษาบางส่วนที่เริ่มเห็นความสำคัญ ภาคเอกชน และภาครัฐ โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อผลักดันฟื้นฟูการศึกษาของไทยให้เด็กที่จบไปแล้วสามารถทำงานได้ มีตลาดแรงงานรองรับและเอกชนเองก็ได้แรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี