posttoday
ปฏิรูปกับเงื่อนไขความสำเร็จ

ปฏิรูปกับเงื่อนไขความสำเร็จ

24 ธันวาคม 2557

สังคมไทยมีความคาดหวังกับการปฏิรูปประเทศว่า จะเป็นโอกาสปัดกวาดประเทศ และนำประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต และการปัดกวาดประเทศนั้นต้องทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ยอมเสียสละความสุข และละการปฏิบัติตามใจชอบส่วนตน มาเป็นการปฏิบัติที่ต้องทำเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตามกฎและเงื่อนไขของกฎหมาย และร่วมกันปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ

สังคมไทยมีความคาดหวังกับการปฏิรูปประเทศว่า จะเป็นโอกาสปัดกวาดประเทศ และนำประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมีอนาคต และการปัดกวาดประเทศนั้นต้องทำให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ยอมเสียสละความสุข และละการปฏิบัติตามใจชอบส่วนตน มาเป็นการปฏิบัติที่ต้องทำเพื่อส่วนรวม ปฏิบัติตามกฎและเงื่อนไขของกฎหมาย และร่วมกันปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างเพื่อส่วนรวมและประเทศชาติ

นอกจากปัดกวาดประเทศ ต้องใช้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสียสละแล้ว ก็ต้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ดำเนินการในเรื่องที่ประกาศไว้ ให้เกิดผลปรากฏเป็นรูปธรรม

ผมจึงเข้าใจว่า การปฏิรูปประเทศไม่ใช่เพียงการจัดทำรัฐธรรมนูญฯ ขึ้นมาใหม่ และกระทำแค่วางแนวทางการปฏิรูปประเทศเท่านั้น แต่จะต้องให้รัฐบาลและ คสช. ในฐานะที่เป็นผู้ทำรัฐประหาร ยึดอำนาจประเทศ มีการใช้กฎอัยการศึกก็เพื่อต้องการความเด็ดขาดในการบริหารและการจัดการในสิ่งที่ปัดกวาดประเทศให้สัมฤทธิผลในเชิงปฏิบัติ ทั้งในเรื่องปราบปรามคอร์รัปชั่น การจัดการกับกลุ่มบุคคลที่หมิ่นสถาบัน การใช้อิทธิพลแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มบุคคลต่างๆ การละเมิดกฎหมาย และความไร้ระเบียบวินัยของคนไทย การเยียวยาปัญหาเกษตรกร ชาวนา และชาวสวนยาง เป็นต้น

นอกจากนี้ การปฏิรูปประเทศต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในสังคมอีกมากมายที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ ซึ่งทั้งรัฐบาลและ คสช.ควรจะพิจารณา ดังต่อไปนี้

ประการที่ 1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฯ จะทำอย่างไรให้ประชาชนรู้สึกว่า ตนเองมีส่วนร่วมในรัฐธรรมนูญฯ และมีความรู้สึกร่วมเป็นเจ้าของรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดเปราะบางที่สุด และอาจจะนำมาสู่ปัญหาการไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฯ อาจจะเกิดขึ้นได้ จึงขอให้พึงระวัง แม้ว่าจะมีการเปิดเวทีอยู่บ้างประปรายแต่ก็กระทำได้อย่างไม่ทั่วถึง หลากหลาย เพราะกรอบเวลาของการจัดทำรัฐธรรมนูญฯ

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้โจทย์หลักเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้หวนกลับไปตระหนักว่า สปช.ทั้ง 250 คนนั้น มีที่มาจากตัวแทนองค์กร กลุ่มที่เป็นนิติบุคคล รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ทั้งกลุ่มและองค์กรต่างๆ ที่ควรจะถือว่ามีพลังของสามชิกและพลังของคนในองค์กร เสมือนหนึ่งว่า สปช. เป็นตัวแทนของพวกเขาอย่างแท้จริง และสามารถสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมได้ ส่วนตัวแทน สปช.ในระดับจังหวัด ต้องตระหนักว่าตนเองเป็นตัวแทนของจังหวัดได้จริงหรือไม่ ในการให้ประชาชนมีส่วนร่วมจัดทำรัฐธรรมนูญฯ

ประการที่ 2 ผู้ใช้รัฐธรรมนูญและการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ ผมเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฯ ที่ผ่านมาทุกฉบับมีจุดเด่นจุดดีอยู่ในตัว แม้บางฉบับจะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง ซึ่งต้องมีทุนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฯ นับเป็นเงินพันล้านหมื่นล้าน และเมื่อรัฐธรรมนูญฯ ล้มเหลว ก็เพราะผู้ใช้รัฐธรรมนูญฯไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ มากกว่า

เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฯ ฉบับที่กำลังร่างอยู่ก็เช่นกัน แม้จะนำเสนอในสิ่งที่คาดหวังจะทำให้ประเทศไม่มีปัญหาอีกต่อไป ทั้งปัญหาของนักการเมือง การซื้อเสียง การทุจริตคอร์รัปชั่น ความขัดแย้งที่คาดหวังว่าจะให้ปรองดองกันได้นั้น ผมเข้าใจว่าการขจัดปัญหาต่างๆ ดังกล่าวไม่ได้อยู่เฉพาะที่รัฐธรรมนูญฯ แต่อยู่ที่คนผู้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฯ เช่นกัน จึงเห็นว่า สิ่งที่ควรเป็นเงื่อนไขก็คือ ทำอย่างไรให้คนไทย
มีความสำนึก มีความตระหนักถึงความเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบ ปฏิบัติตามกฎหมาย มีระเบียบวินัย และมีความซื่อสัตย์ เป็นต้น

ประการที่ 3 การวางแนวทางปฏิรูปประเทศที่จะกระทำเป็นกรอบหรือสาระของแนวทางปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้าน จะต้องมีเงื่อนไข และทำอย่างไรให้แนวทางปฏิรูปนำไปสู่การปฏิบัติเกิดผลอย่างเป็น
รูปธรรม โดยเฉพาะการเขียนรัฐธรรมนูญฯ ที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญฯ ที่ให้ทุกรัฐบาลต้องปฏิบัติตาม โดยมีบทลงโทษกำหนดไว้

ผมเห็นข้อเสนอของ สปช.บางท่าน ที่เสนอให้ต่ออายุตัวเองออกไป โดยให้มีหน้าที่เป็นผู้ติดตามเฝ้าระวัง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่บ้องตื้นที่สุด และหมิ่นเหม่ต่อการถูกกล่าวหาว่า อยากสืบทอดอำนาจ และทำให้ สปช.ต้องเสียคะแนนติดลบจากประชาชนไปมาก นอกเหนือจากการติดลบไปแล้วเรื่องที่กระทำตนเหมือนรูปแบบ สส. ทั้งการมีที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ติดตาม ซึ่งทำให้เปลืองงบประมาณของแผ่นดินโดยไม่คุ้มค่า

ประการที่ 4 การบริหารประเทศเพื่อปัดกวาดประเทศของ คสช. ต้องมิใช่กระทำเพื่อส่งต่ออำนาจให้กับรัฐบาลชุดต่อไป โดยที่ปัญหาต่างๆ ตามนโยบายยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังไม่ได้รับการปัดกวาดตามเป้าหมาย จึงควรพิจารณาการดำรงอยู่และการใช้เวลาเพื่อจัดการกับปัญหาพอสมควร โดยใช้อำนาจพิเศษที่มีอยู่ รวมถึงกฎอัยการศึก ทั้งนี้เพราะไม่แน่ใจกับกลุ่มการเมืองและกลุ่มที่เป็นคลื่นใต้น้ำคอยจ้องจะสร้างความปั่นป่วนและทำลายประเทศชาติก็ยังมีอยู่ ซึ่งการทำให้บ้านเมืองสงบ จึงคิดว่ายังมีความจำเป็น และไม่แน่ใจนักว่า การคืนอำนาจและส่งต่ออำนาจจะเป็นหนทางให้ภายในประเทศมีความสงบสุขจริงหรือ ซึ่งควรพิจารณาเงื่อนไขตามที่กล่าวแล้วด้วย

ผมจึงไม่แน่ใจนักว่า การส่งต่ออำนาจของ คสช.และรัฐบาลจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศและความสงบสุขได้ หากไม่ได้ดำเนินการจัดการกับเงื่อนไขปัจจัยตามที่กล่าวมาแล้วให้เกิดผล ซึ่งก็มีบทเรียนว่า ภายหลังการมีรัฐธรรมนูญปี 2550 ประเทศไทยก็เข้าสู่ยุคที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ปัญหาประเทศมีมากเกินกว่าที่จะแก้ไข นี่คือบทเรียนรู้ที่ คสช. รัฐบาล สนช. และ สปช. พึงตระหนักและพึงสังวร

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท