
คลังฮึดดันเศรษฐกิจโต1%
คลังยังฝันดันเศรษฐกิจปีนี้โตเกิน 1% แบงก์หวังเปิดเออีซีช่วยดันค้าชายแดนพุ่ง
คลังยังฝันดันเศรษฐกิจปีนี้โตเกิน 1% แบงก์หวังเปิดเออีซีช่วยดันค้าชายแดนพุ่ง
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 1.1% ต่อปี ไม่ได้แย่ หรือต่ำกว่า 1% ตามที่หลายหน่วยงานคาดไว้ ซึ่งในวันที่ 25 ธ.ค.นี้ รัฐบาลจะแถลงผลงานในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้แถลงผลงานที่เกี่ยวกับกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ปีนี้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดว่าจะขยายตัว 1.2-1.7% โดยมีค่ากลางที่ 1.4% จากผลกระทบราคาน้ำมัน การส่งออกที่ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะการเบิกจ่ายภาครัฐในส่วนงบลงทุนค้างท่อปี 2548-2557 และงบโครงการไทยเข้มแข็ง รวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะช่วยได้มากแต่กลับเบิกจ่ายได้น้อย
สำหรับปีหน้ายังเชื่อว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4.5% โดยการบริโภค การลงทุน คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกทั้งราคาน้ำมันที่
ลดลงทำให้ต้นทุนสินค้าลดลงตามไปด้วย
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้ 4.1% มีช่วงคาดการณ์ที่ 3.6-4.6% โดยประเมินว่าการบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัว 3.7% การลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 8% ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐโต 3.6% ขณะที่การลงทุนภาครัฐจะขยายตัว 10.7% ส่วนการส่งออกจะขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นที่ 6.5%
ด้าน นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรีผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2558 เติบโตเพียง 3.5% จากเดิม 4% ทำให้การฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยจะฟื้นตัวเป็น U Shape เพราะโครงการลงทุนภาครัฐที่อยู่ในแผน เช่น รถไฟทางคู่ ยังไม่มีเม็ดเงินลงสู่ระบบที่เชื่อมต่อกับซัพพลายเออร์มากนัก กว่าจะเห็นเงินก็ต้องรอไปถึงปี 2559-2560 การลงทุนภาครัฐจึงไม่ใช่ตัวหลักในการผลักดันเศรษฐกิจปีหน้าอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้
สำหรับปัจจัยบวกที่สำคัญในปี 2558 คือ 1.การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านเศรษฐกิจเติบโตสูงเฉลี่ย 5.6-8.5% ทำให้การค้าชายแดนไทยยังสดใส 2.การลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มต้นได้ทันทีในโครงการที่ผ่านการอนุมัติจากบีโอไอ และ 3.ราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้สินค้าอุปโภคบริโภคและค้าปลีกจะขยายตัวได้ ส่วนสินค้าคงทน เช่น รถยนต์และอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี







