
วิษณุแจงสหรัฐระบุไทยจัดเลือกตั้งก.พ.59
“วิษณุ” แจงสหรัฐฯไทยเลือกตั้งก.พ. 59 ชี้ หากทำประชามติเลือกตั้งจะดีเลย์ 2 เดือน ชี้ข้อเสนอเลือกนายกฯอยู่ที่กมธ.ร่างรธน.พิจารณา
“วิษณุ” แจงสหรัฐฯไทยเลือกตั้งก.พ. 59 ชี้ หากทำประชามติเลือกตั้งจะดีเลย์ 2 เดือน ชี้ข้อเสนอเลือกนายกฯอยู่ที่กมธ.ร่างรธน.พิจารณา
เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลัง นายแพทริค เมอร์ฟี อุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะว่า ได้มีการชี้แจงความคืบหน้าโรดแม็พที่อยู่ในระยะที่ 2 ของการร่างรัฐธรรมนูญที่จะแล้วเสร็จเดือนก.ย .58 บวก อีก 2 - 3 เดือนทำกฎหมายลูก และบวกอีก 2 เดือนจัดการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นเดือนก.พ. 59
นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการลงประชามติ ใครที่คิดจะทำประชามติยังทำไม่ได้ ต้องผ่านด่านการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อน ซึ่งคสช.เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจว่าควรจะแก้ไขหรือไม่ และส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาว่าจะแก้ไขหรือไม่ ซึ่งอยู่ที่สนช.จะลงเรือหรือไม่ คาดว่าเดือนเม.ย.58 ตอนที่กมธ.ยกร่างเสร็จน่าจะรู้แล้ว โดยต้องมีเวลาทดสอบว่าประชาชนคิดอย่างไร แต่ตนไม่ทราบว่าหากสุดท้ายมีการตัดสินใจให้ทำประชามติต้องขยายเวลาเลือกตั้งออกไปนานเท่าไร เพราะขึ้นอยู่กับเวลาในการสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยในปี 50 ไม่ได้มีการสร้างความเข้าใจกันมากพอเลยทำให้เป็นที่มาของการกล่าวหาว่าไปลงประชามติกันโดยไม่รู้เรื่อง
“แต่ครั้งนี้หากรัฐธรรมนูญเสร็จเดือนก.ย.58 ถือเป็นทางสองแพร่ง ระหว่างเลี้ยวซ้ายกับเลี้ยวขวา หากไม่ทำประชามติก็เลี้ยวซ้ายคือ 3 เดือนหลังจากนั้นเป็นการออกกฎหมายลูก และอีก 2 เดือนสำหรับหาเสียงเลือกตั้ง แต่หากทำประชามติก็เลี้ยวขวาคือ ไม่ต้องเอาระยะเวลา 3 เดือนในการออกกฎหมายลูกกับอีก 2 เดือนในการหาเสียงเลือกตั้งมาบวกกัน เพราะเมื่อตัดสินใจทำประชามติก็ออกกฎหมายลูกเร็วๆ เป็นฉบับแรกคือ กฎหมายลูกว่าด้วยการทำประชามติ จากนั้นออกกฎหมายลูกว่าด้วยการเลือกตั้ง และกฎหมายลูกว่าด้วยพรรคการเมืองไป ดังนั้น 3 เดือนหลังจากร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเป็นเวลาที่ใช้ในการทำประชามติได้ อย่างไรก็ดี ปกติถ้าเราเลี้ยวซ้ายพ้น 3 เดือนจะสามารถประกาศเลือกตั้งและกำหนดวันเลือกตั้งได้เลย แต่การเลี้ยวขวาทำประชามติจะทำให้ดีเลย์ 2 เดือนที่ยังประกาศวันเลือกตั้งไม่ได้”นายวิษณุ กล่าว
นายวิษณุ กล่าวถึงข้อเสนอการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีและครม.โดยตรง ที่มีการถกเถียงกันระหว่างนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองประธานสปช. และประธานกมธ.ยกร่างฯ กับนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.ว่า ในที่สุดกมธ.ยกร่างฯเป็นใหญ่อยู่ดี ทั้งหมดเป็นความเห็นที่เสนอเข้าไป สปช.จะเสนออะไรต้องเสนอเป็นกลุ่มก้อนและทางการ ไม่ใช่เป็นรายบุคคล การเสนอต้องทำในนามกมธ.หรือสปช. แล้วกมธ.ยกร่างฯถึงจะรับไป รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่ได้ระบุว่าคนใดคนหนึ่งจะเสนอไปได้ ซึ่งอีก 4 เดือนพอกมธ.ทำการยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ ตอนนั้นสมาชิกสปช.แต่ละคนทำงานป็นคนๆ ได้ ไม่ต้องเป็นเสนอเป็นกลุ่มก้อนแล้ว ไปขอแก้ด้วยการแปรญัตติเอา ถือว่าไปเจอกันตอนนั้นอีกหนหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าการเลือกตั้งนายกฯและครม.โดยตรงจะทำให้เกิดซุปเปอร์ประธานาธิบดี หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไปถามสองคนที่เขาวิพากษ์กัน ตนไม่เกี่ยว อย่าเอาตนเข้าไปด้วย แต่ไม่มองว่าเป็นการงัดข้อกัน เพราะทั้งหมดอยู่สภาเดียวกัน นายบวรศักดิ์เป็นรองประธานสปช. นายสมบัติเป็นประธานกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. มีสิทธิที่จะพูด ไม่ว่าอะไร เมื่อถามถึงกระแสข่าวคสช.เตรียมเสนอตั้งคณะกรรมการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่เคยได้ยิน แต่จะพูดกันไม่ให้ตนได้ยินหรือไม่นั้นไม่ทราบ ตนเข้าประชุมหลายคณะไม่เห็นมีการพูดอะไร







