posttoday
จริยธรรมาภิบาลนักการเมือง กับการปฏิรูปประเทศไทย (1)

จริยธรรมาภิบาลนักการเมือง กับการปฏิรูปประเทศไทย (1)

23 ธันวาคม 2557

ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย

ทำไมต้องปฏิรูปประเทศไทย

คำถามแรกสุดที่เราควรขบคิดก็คือ ทำไมประเทศไทยในวันนี้จึงโชคร้ายต้องตกมาอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปทั้งทางด้านการเมือง ทั้งโครงสร้าง ระบบ และตัวนักการเมือง รวมไปถึงเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การควบคุมการคอร์รัปชั่น และทุกๆ เรื่องที่สำคัญอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลย?

ในช่วงสองทศวรรษสุดท้ายนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมไทยในหลายๆ ด้านอย่างรุนแรง มีวิกฤตเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศในปี 2540 ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญถึง 3 ครั้ง คือรัฐธรรมนูญปี 2540 ปี 2550 และปี 2557-2558 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบันที่เรากำลังร่างอยู่ และทำให้โครงสร้างและระบบการเมืองของไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญมาโดยตลอด

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และฉบับปี 2550 ได้กระตุ้นให้เกิดขบวนการต่อต้านการคอร์รัปชั่นนักการเมืองครั้งใหญ่ถึงสองครั้งติดต่อกันคือ ขบวนการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549 และขบวนการของ กปปส. ในปี 2556-2557 ในช่วงระหว่างปี 2549-2557 ได้เกิดเหตุการณ์การต่อต้านรัฐบาลและการต่อสู้บนท้องถนนอย่างนองเลือดระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มการเมืองถึง 2 ปีติดต่อกัน คือปี 2552 และปี 2553 และที่สำคัญมีคณะทหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองถึงสองครั้งเช่นเดียวกัน คือในปี 2549 และปี 2557

ทั้งสองเหตุการณ์ติดตามมาด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เราเห็นจุดอ่อนแล้ว แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังร่างอยู่ในขณะนี้คงต้องรอดูกันไปอีกระยะหนึ่ง ผมอยากให้กำลังใจแก่ สปช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาสำคัญๆ ของประเทศ อย่างน้อยที่สุดก็คือเรื่องการคอร์รัปชั่นของนักการเมืองในอนาคต

เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.มีผู้นำในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กล่าวปาฐกถาต่อหน้านักศึกษาจำนวนมาก ว่า สาเหตุของวิกฤตการณ์การเมืองไทยในระหว่างปี 2549-2554 มาจากกลุ่มผู้นำนักศึกษาจากเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ผมคิดว่าความเห็นนี้ไม่น่าจะถูกต้อง

ทั้งนี้ เพราะว่า ประการแรก การเมืองตลอดช่วง 40 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2516-2557 ไม่ได้มีผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ต.ค. เป็นตัวแสดงหลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น ประการที่สอง การมองการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยควรมองอย่างเป็นกระบวนการ มากกว่าที่จะมองเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แล้วเหมาว่าเป็นเหตุสำคัญที่สุด เพราะว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา กระบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยไม่ได้มาจากนักศึกษา 14 ต.ค. เท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มนักศึกษา 6 ต.ค. 2519 การต่อสู้ของประชาชนในปี 2534-2535 ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” เหตุการณ์ต่อสู้ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ กปปส. ตลอดจนการต่อสู้ของพรรคการเมืองต่างๆ และคณะทหาร ซึ่งเป็นตัวแสดงที่สำคัญยิ่งกว่ากลุ่มนักศึกษา 14 ต.ค.

ประการที่สาม การโยนความผิดจากความไม่สงบของเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2547-2557 มาจากอดีตนักศึกษารุ่น 14 ต.ค. ที่ไปเข้าร่วมกับกลุ่มทุนสามานย์จริง แต่เป็นนักศึกษาส่วนน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนนักศึกษานับแสน นับล้านคนในวันนั้น

ดังนั้น ทัศนะและข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้นำการร่างรัฐธรรมนูญจึงเป็นการโยนความผิดทั้งหมดให้แก่ขบวนการนักศึกษา และประชาชนในเหตุการณ์ 14 ต.ค. โดยปราศจากความรับผิดชอบ เป็นการไม่แสดงความเคารพต่อวีรชน 14 ต.ค. ที่ได้เสียสละชีวิตไปเพื่อให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสการปกครองแบบประชาธิปไตย แทนที่จะเป็นระบอบเผด็จการทหาร และประการสุดท้าย ผมคิดว่าสาเหตุสำคัญที่สุดของวิกฤตการณ์ทางการเมืองระหว่างปี 2549-2557 มาจากกลุ่มทุนสามานย์เป็นหลัก

ผมอยากขอให้ผู้ที่กล่าวตำหนิขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และวีรชนตุลาคม ได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อวิญญาณวีรชนที่พลีชีพเพื่อชาติในวันนั้น พวกเขาไม่ใช่จำเลยของประวัติศาสตร์ และพวกเขาก็ไม่ใช่ฆาตกรหรือผู้ก่อการร้ายในประวัติศาสตร์ หากแต่จะเป็นวีรชนของระบอบประชาธิปไตยไทยในตลอดกาลครับ

ความขัดแย้ง ความตึงเครียด และความรุนแรงทางการเมืองตั้งแต่ปี 2549 จนกระทั่งขณะนี้มีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการออกแบบให้การเมืองมีเสถียรภาพสูง มีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจมากเป็นพิเศษ ผมคิดว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดของปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีข้อดีอีกหลายประการที่ทำให้โครงสร้างทางการเมืองและทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

กล่าวคือทำให้เกิดองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่มีอำนาจในการวินิจฉัยการเลือกตั้ง และการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่ามีการใช้อำนาจตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่? รวมทั้งเพิ่มบทบาทของภาคประชาสังคมในการมีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น

แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็มีจุดอ่อนบางประการที่เป็นที่รับรู้กันอยู่โดยทั่วไปแล้วคือ รัฐธรรมนูญมีอคติที่ส่งเสริมพรรคการเมืองขนาดใหญ่มากกว่าพรรคการเมืองขนาดเล็ก หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอคติต่อทุนของพรรคการเมือง กล่าวคือ พรรคที่มีทุนขนาดใหญ่จะมีความได้เปรียบมากกว่าพรรคที่มีทุนขนาดเล็ก นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้ สส. ในสภาตรวจสอบการใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ค่อนข้างยาก

เมื่อประกอบกับการที่นักการเมืองมีปัญหาเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง การเมืองไทยจึงตกอยู่ในภาวะวิกฤตที่ระบบการเมืองไม่สามารถเยียวยา แก้ไขตัวเองได้ด้วยตัวเอง จนนำไปสู่การต่อต้านของภาคประชาชน และจบลงด้วยการรัฐประหารของคณะทหาร

รัฐธรรมนูญปี 2550 พยายามแก้ไขปัญหาของรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยการแต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล เช่น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการ กกต. ที่มาจากข้าราชการที่มีประวัติดี แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดูเหมือนจะให้ความสำคัญกับรูปแบบและกระบวนการประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากกว่าจะคำนึงถึงการหาคนดีและคนเก่งเข้าสู่ระบบการเมือง

ผลที่ติดตามมาก็คือ สมาชิกในครอบครัวของนักการเมืองเก่ายังคงสามารถครอบงำระบบการเมืองไทยได้อย่างมั่นคง การคอร์รัปชั่นอย่างใหญ่โตมโหฬารโดยนักการเมือง และการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกศาลวินิจฉัยแล้วว่ามีการกระทำที่ทุจริตโดย สส.เสียงข้างมากในสภา โดยไม่สนใจข้อท้วงติงของผู้เห็นต่างจากรัฐบาล ได้นำสังคมไทยตกกลับไปอยู่ในสถานการณ์วิกฤตทางการเมืองอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จบลงด้วยการรัฐประหารอีกครั้งอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท