
ตุลาการภิวัฒน์ในอเมริกา (18)
ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลสูงสุด หลุยส์ แบรนไดส์ ได้ใช้ความรู้ทางกฎหมายทำงานเพื่อสังคมอย่างแข็งขัน
ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นตุลาการในศาลสูงสุด หลุยส์ แบรนไดส์ ได้ใช้ความรู้ทางกฎหมายทำงานเพื่อสังคมอย่างแข็งขัน
ในปี 2454 เขาเขียนหนังสือชื่อ “โอกาสในกฎหมาย” (The Opportunity in the Law) ชี้ว่ากฎหมายมักตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม เขาจึงเสนอให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า หลักกฎหมายไม่ควรเปลี่ยนแปลง เป็นควรปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการอันจำเป็น
ของชุมชน
ก่อนหน้านั้นหลายปี เขาทำงานให้องค์กรการกุศลแห่งหนึ่งในบอสตัน สำรวจสภาพบ้านพักคนอนาถา เขาใช้เวลาถึง 9 เดือน เปิดรับฟังความเห็นสาธารณะถึง 57 ครั้ง เขาประกาศในที่ประชุมรับฟังครั้งหนึ่งว่า “มนุษย์มิใช่เลวโดยพื้นฐาน มนุษย์ส่วนใหญ่ถูกทำให้เสื่อมทรามเพราะสภาพแวดล้อม จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน ที่จะต้องช่วยให้คนเหล่านี้มีความหวังขึ้นมาบ้าง” ในที่สุดก็เกิดการปฏิรูปการดูแลคนยากจนครั้งใหญ่ขึ้น
หลุยส์ แบรนไดส์ เริ่มตั้งคำถามกับระบบอุตสาหกรรมในอเมริกา ในช่วงทศวรรษนับจากปี 2433 ขณะนั้นมีบริษัท “ยักษ์ใหญ่” เกิดขึ้นหลายแห่ง หลุยส์เริ่มมองเห็นอันตรายของการผูกขาด แม้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดเชอร์แมน (Sherman Antitrust Act) จะออกมาตั้งแต่ปี 2433 แต่ก็ยังไม่มีการบังคับใช้อย่างจริงจัง ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ เริ่มตั้งคำถามกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาดและเป็นฝ่ายเห็นว่าไม่มีทางจะขัดขวางธุรกิจขนาดใหญ่ได้ รัฐจึงควรทำหน้าที่เพียง “จัดระเบียบ” (Regulate) เท่านั้น ไม่ควรเข้าไป “จำกัด” (Limit) การเติบโตและการผูกขาดของบริษัทเหล่านี้ ขณะที่หลุยส์เป็นฝ่ายเห็นว่าควรหาทางชะลอการเติบโตของธุรกิจเหล่านี้ การต่อสู้สองแนวทางนี้ดำเนินอยู่ยาวนาน
การต่อสู้ครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัทรถไฟนิวฮาเวนจะทำการควบรวมบริษัทคู่แข่ง คือบริษัท รถไฟ บอสตันและเมน ซึ่งจะทำให้เกิดการผูกขาดกิจการครั้งใหญ่ ในปี 2450 บริษัท บอสตันและเมนขอให้หลุยส์รับทำคดีให้ เขารับทำให้โดยไม่คิดค่าจ้าง
หลังจากกิจการของเขาอยู่ตัว จนทำให้มีฐานะมั่งคั่งแล้ว เขารับทำคดีจำนวนมากโดยไม่รับค่าจ้างเพื่อให้ “สามารถทำงานได้อย่างอิสระตามที่เขาคิดว่าดีที่สุด”
หลุยส์ลงมือศึกษาคดีนี้โดยใช้เวลาแรมเดือน แล้วเขียนสรุปเนื้อหาออกมาเป็นหนังสือเล่มเล็กๆ หนา 70 หน้า ชี้ถึงปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการผูกขาดและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งกับบริษัท นิวฮาเวนเองและกับประชาชน ผลคือเขาถูกโจมตีจากหลายทิศทาง ไม่เพียงจากบริษัทนิวฮาเวนเท่านั้น แต่จากหนังสือพิมพ์และนิตยสารหลายฉบับ รวมทั้งหอการค้า ธนาคารในบอสตัน และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายคน ทั้งนี้เพราะผู้หนุนหลังบริษัทนิวฮาเวน คือ เจ.พี.มอร์แกน ธนาคารที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกา รวมทั้งบรรดานักธุรกิจผู้มั่งคั่งในภูมิภาค และนักกฎหมายคนสำคัญๆ
ในปี 2451 ศาลสูงสุดแห่งมลรัฐแมสซาชูเซตส์ตัดสินว่าบริษัทนิวฮาเวนทำผิดกฎหมายในการควบรวมกิจการ ก่อนหน้านั้น แบรนไดส์พบประธานาธิบดี ธีโอดอร์ รูสเวลต์ 2 ครั้ง รูสเวลต์ขอให้กระทรวงยุติธรรมฟ้องบริษัทนิวฮาเวนฐานละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาด ในการให้การต่อคณะกรรมการการค้าระหว่างรัฐ ประธานบริษัทนิวฮาเวนยอมรับว่าบริษัทได้กันเงินไว้ก้อนหนึ่งเพื่อ “บริจาค” ให้แก่นักการเมือง “ที่ให้ความร่วมมือ”
ในที่สุด หลังการต่อสู้อันขมขื่นยาวนานถึง 9 ปี บริษัทนิวฮาเวนประสบปัญหาการเงินตามที่แบรนไดส์ทำนายไว้ และเลิกล้มความพยายามที่จะควบรวมกิจการนั้น
ปีเดียวกับที่ทำคดีนิวฮาเวน คือปี 2450 หลุยส์ แบรนไดส์ ได้ริเริ่มสร้างระบบเอกสารทางกฎหมายแบบใหม่ ที่ต่อมาเรียกกันว่า “เอกสารสรุปของแบรนไดส์” (Brandeis Brief) ประกอบด้วยเอกสารสรุป 3 หน้า ปะหน้าเอกสารกว่าร้อยหน้าที่อ้างอิงจากบทความวิชาการ รายงานของทางการและเอกสารอ้างอิงอื่นๆ เอกสารดังกล่าวอัดแน่นด้วยงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ และข้อมูลที่แสดงความสนใจของสาธารณชนต่อข้อกำหนดเพดานการทำงานไม่เกิน 10 ชั่วโมงสำหรับสตรี เอกสารสรุปของแบรนไดส์มีผลอย่างสำคัญในการตัดสินคดีระหว่างมูลเลอร์กับโอริกอน (Muller v. Oregon) ซึ่งเป็นคำตัดสินของศาลสูงสุดคดีแรกที่ยอมรับความชอบด้วยกฎหมายของการตรวจทางวิทยาศาสตร์กับสถานการณ์ทางสังคม นอกเหนือจากข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี
สตีเฟน พาวเวอร์ส นักประวัติศาสตร์การศาลชี้ว่า เอกสารสรุปของแบรนไดส์เป็นแบบแผนการดำเนินคดีที่ก้าวหน้า “ที่นำเอาความจริงทางประวัติศาสตร์และสังคมมาพิจารณา แทนที่จะพิจารณาเพียงหลักการกว้างๆ เท่านั้น เอกสารสรุปลักษณะนี้ได้มีการนำไปใช้ในคดีสำคัญ คือคดีระหว่างบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา (Brown v. Board of Education) ในปี 2497 ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป
จุดยืนของแบรนไดส์ในการควบคุมธุรกิจขนาดใหญ่และการผูกขาด เป็นประเด็นสำคัญในการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2455 ของวูดโรว์ วิลสัน ผู้สมัครพรรคเดโมแครต แบรนไดส์ได้พบกับวิลสัน และใช้เวลาคุยกันเรื่องเศรษฐกิจนานถึง 3 ชั่วโมง แบรนไดส์ชื่นชมวิลสัน และหวังว่าวิลสันจะเป็น “ประธานาธิบดีในอุดมคติ” โดยวิลสันเริ่มใช้คำว่า “การแข่งขันภายใต้กฎระเบียบ” (Regulated competition) ตามทัศนะของแบรนไดส์ และขอให้แบรนไดส์เตรียมวางมาตรการที่เป็นรูปธรรมว่า จะใช้ระเบียบควบคุมการแข่งขันให้มีประสิทธิผลได้อย่างไร
วิลสันเป็นฝ่ายชนะเลือกตั้งในปีนั้น เขาเขียนจดหมายถึงแบรนไดส์ว่า “คุณมีส่วนสำคัญในชัยชนะ” และพิจารณาเสนอชื่อแบรนไดส์เข้ารับตำแหน่งอัยการสูงสุด แต่มีเสียงต่อต้านจึงจะเสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ ซึ่งก็ถูกต่อต้านรุนแรง







