posttoday
มังกรจีนสยายปีกเอเชีย ‘ช่วยเพื่อนหรือครอบงำ’

มังกรจีนสยายปีกเอเชีย ‘ช่วยเพื่อนหรือครอบงำ’

23 ธันวาคม 2557

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประกอบไปด้วยผู้นำจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา พม่า เวียดนาม ลาว และไทย โดยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ต้องบอกว่าทั้งจีนและอีก 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันมากมาย หนึ่งในนั้นที่ดูจะโดดเด่นที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) รถไฟทางคู่ และการที่ประเทศจีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศไทย

เสร็จสิ้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (จีเอ็มเอส) ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 19-20 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ประกอบไปด้วยผู้นำจาก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา พม่า เวียดนาม ลาว และไทย โดยในการประชุมครั้งที่ผ่านมา ต้องบอกว่าทั้งจีนและอีก 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียนได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันมากมาย หนึ่งในนั้นที่ดูจะโดดเด่นที่สุดก็น่าจะเป็นเรื่องการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) รถไฟทางคู่ และการที่ประเทศจีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากประเทศไทย

ไม่เพียงเท่านั้น จีน ซึ่งนำทัพโดยนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง ยังได้ประกาศปล่อยสินเชื่อเงินกู้แก่ 5 ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเงินอีกเกือบ 1.15 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.795 แสนล้านบาท) โดยในจำนวนนี้หมายรวมไปถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในการพัฒนาการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน 490 ล้านเหรียญสหรัฐในการบรรเทาความยากจน และ
อีก 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐในการเป็นเงินกู้พิเศษ

ย้อนกลับไปเมื่อราวเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ในระหว่างการประชุมอาเซียนซัมมิต ที่กรุงเนย์ปิดอว์ของพม่า ทางจีนเองก็ได้ให้เงินกู้ช่วยเหลือกลุ่มประเทศจีเอ็มเอสเป็นจำนวน 1.24 แสนล้านหยวน หรือ 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.6 แสนล้านบาท) มาแล้ว

และก่อนหน้านั้นระหว่างการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) จีนก็ได้ผลักดันที่จะตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (เอไอไอบี) มาแล้ว โดยที่จีนเองจะเป็นพี่ใหญ่ในการนำเงินมาลงทุนรายใหญ่ที่ 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อีก 21 ประเทศได้ลงนามร่วมด้วย โดยในจำนวนนี้ 10 ประเทศอาเซียนเข้าร่วมทั้งหมด ซึ่งธนาคารแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้กับบรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชีย หรือทำหน้าที่เป็นเวิลด์แบงก์ของเอเชียนั่นเอง

ความเคลื่อนไหวของพญามังกรดังกล่าวดูเหมือนว่าจะเป็นท่าทีหนึ่งที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากขึ้นกับเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และชาติในเอเชียอื่นๆ ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ไม่สู้ดีนักกับบางประเทศในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะฟิลิิปปินส์ เวียดนาม ที่มีข้อพิพาทในกรณีทะเลจีนใต้กับประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกด้านหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของจีนเหล่านี้ก็กำลังถูกตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว ความเคลื่อนไหวเหล่านั้นเป็นเพียงกลยุทธ์ของจีนที่ต้องการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ กับอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาในกลุ่มชาติเอเชีย และเพื่อนบ้านหรือไม่?

ดอน รอดนีย์ ออง จูนิโอ นักวิจัยจากศูนย์เพื่อการศึกษาด้านพหุภาคีของสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ เอส ราชารัตนัม ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนเป็นความแน่นอนที่ประเทศต่างๆ ยากที่จะหลีกเลี่ยงและจำใจต้องยอมรับ

“การตั้งธนาคารเอไอไอบีนั้นเป็นการสะท้อนถึงความจริงที่ว่าเอเชียต้องการการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และในขณะเดียวกันจีนก็มีความเชื่อมั่นและความเกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้นในการเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจของภูมิภาค” ดอน รอดนีย์ ออง จูนิโอ กล่าวผ่านเว็บไซต์เดอะ ดิโพลแมท

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแดนลอดช่องรายนี้เห็นว่า เพื่อให้เอไอไอบีดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ จีนควรที่จะหลีกเลี่ยงการใช้สถาบันดังกล่าวเป็นเครื่องมิือในการขยายผลประโยชน์ทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียนี้

ที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จีนกลายเป็นโจทก์ในหลายๆ กรณีพิพาทกับเพื่อนบ้านนั้น ไม่ว่าจะทั้งในทะเลจีนใต้ที่จีนมีท่าทีอย่างแข็งกร้าวไม่ลดราวาศอกกับคู่กรณี รวมไปถึงกรณีข้อพิพาทในทะเลจีนตะวันออกกับญี่ปุ่นด้วย

อย่างล่าสุด เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางสำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่น รายงานว่า จีนกำลังขยายฐานทัพบนเกาะหนานจี ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่เกาะเซนกากุ หรือเตียวหยู ที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นต่างอ้างกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของไปเพียง 300 กิโลเมตรเท่านั้น ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เป็นการยั่วยุคู่กรณีไม่น้อย หลังจากก่อนหน้านั้นไม่กี่เดือน ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ผู้นำจีนเพิ่งจะกล่าวระหว่างการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์แสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่า ทางการจีนจะยืนหยัดปกป้องเขตแดนอธิปไตย ผลประโยชน์บนน่านน้ำ และความเป็นเอกภาพของประเทศ

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าแม้ทางการจีนจะพยายามสานสัมพันธ์กับชาติเพื่อนบ้านที่จีนมีข้อพิพาทด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน ทางเศรษฐกิจต่างๆ แต่ก็มีแนวโน้มว่าจีนอาจจะไม่สามารถลบภาพของความ “ก้าวร้าว” ต่อประเทศเพื่อนบ้านได้ตราบใดที่จีนยังไม่สามารถแก้ปัญหาข้อพิพาทกับเพื่อนบ้านในทางสันติได้ หนำซ้ำความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจที่พญามังกรพยายามยื่นให้กับเพื่อนบ้านนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็อาจจะถูกมองว่าเป็นการขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่จีนหวังผลประโยชน์ตอบแทนอยู่ไม่น้อยด้วยซ้ำ

พอลล์ ดิบบ์ และจอห์น ลี จากมูลนิธิโคโคดะ สถาบันคลังสมองของออสเตรเลีย ให้ความเห็นว่า การไม่ได้รับความนิยมจากชาติในเอเชียเป็นปัจจัยที่กำลังเป็นตัวบ่อนทำลายอำนาจและความสามารถในการกระจายอำนาจของจีนในภูมิภาคนี้อย่างแท้จริง

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา พิว รีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ศูนย์วิจัยชั้นนำของสหรัฐพบว่า ประชาชนชาวญี่ปุ่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ต่างล้วนมีมุมมองที่เป็นลบมากกว่ามุมมองที่เป็นบวกต่อประเทศจีน

“จีนไม่มีอำนาจบารมีเพียงพอที่มหาอำนาจของเอเชียพึงจะมี ทว่าจีนยังคงพยายามที่จะจับมือหาพันธมิตรและการลงทุนต่างๆ ในภูมิภาค” วิชณุ วราธาน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารมิซึโฮะ กล่าวผ่านเว็บไซต์ซีเอ็นบีซี

ดังนั้น การบ้านข้อใหญ่ของจีนในวันนี้ คือจีนจะทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ “ภัยคุกคาม” ต่อเพื่อนบ้านสู่การเป็น “มิตรแท้” อย่างสมบูรณ์ ซึ่งก็ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับความจริงใจและวิธีการเข้าหาและปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านเองว่าจะจริงใจและจริงแท้แค่ไหนกัน...!

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี