
กมธ.หนุนประชามติ พท.รับได้ยืดไป3เดือน
กมธ.หนุนทำประชามติสร้างความชอบธรรม รธน.ฉบับใหม่
กมธ.หนุนทำประชามติสร้างความชอบธรรม รธน.ฉบับใหม่
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า เท่าที่ฟัง กมธ.ส่วนใหญ่พูดคุยเห็นกันว่า ควรทำประชามติขอความเห็นจากประชาชนว่าจะเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ที่สำคัญเป็นการสร้างความชอบธรรมเพื่อให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตาม กมธ.คงไม่ทำความเห็นไปยังรัฐบาล เพราะเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตัดสินใจเอง
พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า สัปดาห์หน้า กมธ.จะประชุมเพื่อพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ที่ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนภาคส่วนต่างๆ เสนอมา ซึ่งขณะนี้มีนับพันประเด็นเพื่อให้เกิดการตกผลึก โดยในวันที่ 22 ธ.ค. จะหารือในประเด็นของภาคพลเรือนและประชาชน ส่วนในวันที่ 23 ธ.ค. จะหารือประเด็นภาคการเมือง ซึ่งน่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นในแนวทางปฏิรูปการเมือง อาทิ รูปแบบเลือกตั้ง จะมีการเลือกตั้งนายกฯ และ ครม.โดยตรงหรือไม่
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า หากทำประชามติก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 โดยมาตรา 46 รัฐธรรมนูญชั่วคราว ระบุว่า ในกรณีจำเป็นและสมควร คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะมีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ อย่างไรก็ตามหากมีการทำประชามตินั้น ระยะเวลาของร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องเพิ่มขึ้นอีก 3-4 เดือน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า หากมีการทำประชามติแล้วต้องยืดเวลาออกไปอีก 3 เดือน ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่มีการลงประชามติ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญคงยำเนื้อหากันตามใจชอบ โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นต่างได้ สุดท้ายคงพบว่าประเด็นสำคัญเป็นไปตามที่ล็อกล่วงหน้าไว้หมดแล้ว
นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องร่างเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ คือ ความขัดแย้ง ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีกลไกสร้างความปรองดองและแก้ปัญหาความขัดแย้ง
ด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ สมาชิก สปช. กล่าวว่า สปช.ส่วนหนึ่งเสนอให้มีบทบังคับเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสานงานปฏิรูปต่อจากงานที่ สปช.ได้ทำค้างไว้ โดยอาจออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งองค์กรทำงานคู่ขนานติดตามการปฏิรูปด้านต่างๆ ให้ทำงานต่อไปได้อีก 5-10 ปี โดยอาจให้ สปช.บางส่วนเข้าไปทำหน้าที่ในองค์กรนั้น







