posttoday
เขาใหญ่ไม่โรแมนติก

เขาใหญ่ไม่โรแมนติก

12 มิถุนายน 2553

ขณะนี้เขาใหญ่กำลังเกิดเรื่องร้ายแรงที่คนทั้งหลายอาจจะมองว่าก็แค่สื่อพยายามจะสร้างกระแส แต่ในส่วนตัวของผู้เขียนกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ “มองไม่ครบประเด็น” แม้กระทั่งรัฐบาลที่ตัดสินใจยับยั้งการขยายถนน

ขณะนี้เขาใหญ่กำลังเกิดเรื่องร้ายแรงที่คนทั้งหลายอาจจะมองว่าก็แค่สื่อพยายามจะสร้างกระแส แต่ในส่วนตัวของผู้เขียนกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ “มองไม่ครบประเด็น” แม้กระทั่งรัฐบาลที่ตัดสินใจยับยั้งการขยายถนน

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

“รักกันอยู่ขอบฟ้า  เขาเขียว
เหมือนอยู่หอแห่งเดียว ร่วมห้อง....”

กลอนโรแมนติกข้างต้นถ้าจะเปลี่ยนเป็นแนวคิดนักอนุรักษ์ ณ วันนี้ต้องอ่านว่า

“รักเราบนเขาใหญ่ เคยเขียว 
แต่พอเผลอเดี๋ยวเดียว ล้านโล่ง...”

ขออนุญาตเล่าเรื่องโรแมนติกๆ ที่ผู้เขียนประสบมา ณ เขาใหญ่นี้สัก 2 เรื่อง

เรื่องแรก ในปี 2520 ครั้งที่ผู้เขียนเรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้พากันมาปลูกป่าที่เขาใหญ่ หลังอาหารเย็น ฟ้ามืด ฝนกระหน่ำ ไฟฟ้าไม่มี ทุกคนคุดคู้อยู่บนเรือนนอน ฟังเสียงเม็ดฝนกระทบกระเบื้องที่หลังคาจนหลับไป

ดึกสงัด ฝนหยุดตกแล้ว แต่ทั่วป่ายังมืด บางคนตื่นขึ้นมาบ่นว่าหิวเต็มกำลัง จึงช่วยกันมะงุมมะงาหราก่อกองไฟที่ใต้ถุนเรือนนอน แล้วควานหาเสบียงกรังที่พอมีเหลือ ก็พบแต่ถั่วเขียวอยู่ถุงหนึ่ง คนหนึ่งร้องหาน้ำตาล อนิจจาก่อนนอนลืมเก็บให้มิดชิด มันละลายไปกับสายฝนหมดแล้ว

แต่การต้มถั่วเขียวยังคงดำเนินต่อไป ใกล้สว่างคนที่เหลือทยอยตื่นมาทำธุระต่างๆ เสร็จแล้วต้องเดินผ่านหม้อต้มถั่วเขียวที่ยังอุ่นๆ บ้างก็ตักมากินแล้วบอกว่า “อร่อยนัก หวานนัก”

เขาใหญ่ไม่โรแมนติก

กลุ่มพ่อครัวยามดึกพากันหัวเราะกระซิกๆ คนหนึ่งกระซิบว่ามันคงหิวจนเพี้ยนเหมือนเรา แต่บางคนพูดออกมาอย่างคมคายว่า “ยามรักน้ำต้มผักหรือน้ำต้มถั่วเขียวก็หวาน...” อีกคนจึงถามว่า “รักอะไรของมึง” คนนั้นจึงตอบว่า “ก็พวกเราเป็นเพื่อนกันไง ต้องรักกันไว้ไม่ใช่เหรอ”

เสียงคายอาหารดังมาจากใต้ถุน แล้วก็มีเสียงพูดออกมาให้พอได้ยินว่า “กูถนอมน้ำใจพวกมึงหรอก จึงบอกว่าหวานอร่อย อีกอย่างจะได้หลอกไอ้คนต่อไปให้มันมากินให้หมด”

อีกเรื่องหนึ่ง ในปี 2532 ผู้เขียนกำลังปลูกเรือนหอ จึงพาผู้ที่จะมาเป็นใหญ่ในบ้าน (แปลว่าแม่บ้าน) ไปหาต้นไม้มาปลูก วันหนึ่งไปเที่ยวเขาใหญ่ ขากลับขณะที่วิ่งไปตามถนนธนะรัชต์ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นป่าไม้ร่มรื่น บริเวณกลางๆ เส้นทางก่อนที่จะถึงเขาใหญ่มีชาวบ้านเอาไม้ดอกไม้ประดับออกมาวางขาย พลันมองไปเห็นกุหลาบมอญหลายกระถางวางอยู่ จึงจอดรถลงไปดู

ผู้เขียนวางแผนไว้ว่านอกรั้วหน้าบ้านที่ยกแปลงดินไว้กว้าง 2 ฟุต ก่อล้อมด้วยอิฐ บ.ป.ก.ก้อนใหญ่อย่างแข็งแรงไปตลอดแนว แล้วจะเอาไม้ดอกงามๆ ที่ทนๆ มาปลูก พอเห็นกุหลาบมอญพุ่มเตี้ยๆ ดอกสีแดง กลีบหนา ออกดอกดกตลอดปี จึงเข้าสเปกพอดี ต่อรองจนได้ราคากระถางละ 25 บาท ทั้งหมด 20 กระถาง ชายหนุ่มอายุน่าจะอยู่ราวๆ 20 ปี ยกเข้าไปท้ายรถจนหมด แล้วผู้เขียนก็ส่งธนบัตรใบละ 500 บาทให้หนึ่งใบ

หนุ่มเจ้าของแผงต้นไม้บอกว่า นี่คือเงินก้อนแรกที่เปิดแผงมาได้เกือบหนึ่งอาทิตย์ อาจจะเป็นเพราะเขาขาย “ไม้ปลูก” ไม่ใช่ “ไม้ป่า” อย่างที่คนกรุงเขานิยมมาซื้อกัน พูดจบก็เดินชูธนบัตรหายเข้าไปในกระท่อมข้างหลัง มีเสียงโหวกเหวกของหนุ่มคนนั้น และเสียงหัวเราะของผู้หญิงดังแว่วมา ใจผู้เขียนคิดไปในทางต่ำว่าชายหญิงคู่นี้คงสมคบคิดกันหลอกขายต้นไม้ แล้วคงหัวเราะดีใจที่ขายได้แพงๆ ให้กับคนกรุงหน้าโง่ จึงเดินตามไปดูอย่างแค้นเคือง

ภาพที่เห็นก็คือหญิงสาววัยรุ่นกำลังให้นมลูก รับเงินจากชายหนุ่มซึ่งคงจะเป็นสามีนี้มาปัดไปทั่วๆ ตัวของทารกที่อยู่ในอ้อมกอด สีหน้าท่าทางดีใจเหมือนว่าจะไม่ต้องอดๆ อยากๆ กันอีกต่อไป พอชายหนุ่มมองเห็นผู้เขียนก็เดินออกมาแล้วถามว่าจะเอาอะไรอีกไหม

ผู้เขียนยิ้มเขินๆ ตอบไปว่า ขอมะลิซ้อนสัก 2 ต้น แล้วรีบจ่ายเงินไป 100 บาทตามราคาเต็ม โดยไม่ต่อรองราคาเลย!

ขณะนี้เขาใหญ่กำลังเกิดเรื่องร้ายแรงที่คนทั้งหลายอาจจะมองว่าก็แค่สื่อพยายามจะสร้างกระแส แต่ในส่วนตัวของผู้เขียนกลับเห็นว่าเป็นเรื่องที่ “มองไม่ครบประเด็น” แม้กระทั่งรัฐบาลที่ตัดสินใจยับยั้งการขยายถนนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คนที่เทียวไปเทียวมาเขาใหญ่ปีละหลายๆ ครั้งเป็นเวลา 30 ปีอย่างผู้เขียน คงจะมีข้อมูลในอีกชุดหนึ่งว่า เขาใหญ่คือ “การผสมผสานทางธรรมชาติ” ที่น่าสนใจเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ธรรมชาติในที่นี้รวมหมายถึงทั้งธรรมชาติของมนุษย์ พืช และสัตว์ ซึ่งในที่นี้จะขอละเว้นไม่พูดถึงพืชและสัตว์ที่ได้รับการสงวนรักษาไว้เป็นอย่างดีพอควรในบริเวณอุทยานแห่งชาติแห่งนี้

เขาใหญ่ในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของ “ดงพญาไฟ” ที่กั้นดินแดนประเทศไทยกับอีสานไว้ทั้งภาค ครั้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตัดทางรถไฟผ่านเข้าไปจึงได้เชื่อมแผ่นดินสองส่วนนี้เข้าด้วยกัน พร้อมกับผู้คนที่อพยพไปบุกเบิกอยู่อาศัยแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “ดงพญาเย็น”

คลื่นมนุษย์ที่อพยพเข้าไปครั้งใหญ่อยู่ในราว พ.ศ. 2490–2520 ส่วนใหญ่ผิดหวังกับการไปหางานในเมืองจึงมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน อีกส่วนหนึ่งก็ทำตามใบสั่งของผู้มีอิทธิพลทั้งที่เป็นคนมีสีและข้าราชการผู้ใหญ่กับนายทุนผู้กักตุนที่ดินไว้ประดับบารมี จึงได้กว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านที่เข้าไปถางพงไว้ก่อนนั้น หรือบางทีก็จ้างให้ชาวบ้านไปถางและบุกรุกเข้าไป

ผู้เขียนกล้ายืนยัน เพราะในความพยายามที่จะหาซื้อที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นไปได้อย่างยุ่งยากอย่างยิ่ง หลายคนต้องถูกหลอกเพียงเพราะที่ดินราคาถูกแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่ที่มีมากที่สุดก็คือใช้ชื่อชาวบ้านเป็น “นอมินี” ถือครองที่ดินแทนไปก่อน แล้วค่อยมา “ซื้อสิทธิ” นั้นทีหลัง บ้างก็ทำสัญญาเป็นหนี้กู้ยืมกัน หรือไม่ก็ทำ “นิติกรรมอำพราง” กันอย่างยอกย้อน

บริเวณรอบๆ เขาใหญ่ที่มีผู้คนไปอยู่อย่างหนาแน่นมากขึ้นทุกวันนี้ กำลังจะเกิดปรากฏการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่น่าเป็นห่วง ซึ่งน่าเป็นห่วงเสียยิ่งกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสร้างถนนอย่างที่เป็นข่าวนี้เสียอีก

เป็นปัญหาที่ “คนในเมือง” ไปสร้างให้กับ “ท้องถิ่น” เริ่มตั้งแต่ “จ้างวาน” ให้เขามาบุกเบิกเพื่อหาที่ดินไว้ให้ จากนั้นก็ตามเข้ามา “อยู่อาศัย” เพื่อให้คนท้องถิ่นมา “บริการ”

สังคม “นาย-ทาส” หรือ “อำมาตย์-ไพร่” อาจจะมีชุมชน “บ้านพักตากอากาศ” ที่เขาใหญ่นี้เป็นกรณีศึกษาในอนาคตอันใกล้

ไม่เชื่อก็ลองไปถามชาวบ้านที่เปลี่ยนสภาพจาก “เจ้าของที่” มาเป็น “คนเฝ้าที่” เหล่านั้นดูเถิด!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ