
เนรมิต‘ลุ่มน้ำโขง’ ปูพรม 9.6 แสนล้านใน 5 ปี
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน เศรษฐกิจในประเทศหลักทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ซบเซา
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน เศรษฐกิจในประเทศหลักทั้งสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ซบเซา แต่ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) ประกอบด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้ กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และกำลังกลายเป็นขุมกำลังทางเศรษฐกิจใหม่ที่ดึงดูดเม็ดเงินการลงทุน การค้าขายให้สะพัดมากขึ้นในอนาคต เห็นได้ชัดจากการค้าชายแดนที่โตอย่างก้าวกระโดด
19-20 ธ.ค.นี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 5 ถือเป็นการประชุมระหว่างประเทศครั้งแรกที่ไทยเป็นเจ้าภาพในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมช.คมนาคม และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวในการประชุมด้านการลงทุนของลุ่มน้ำโขงว่าจีเอ็มเอสมีแผนจะเร่งเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการตามกรอบการลงทุนภูมิภาค พ.ศ. 2557-2561 ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ประกอบด้วย โครงการลงทุนและความช่วยเหลือทางวิชาการ มูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 9.6 แสนล้านบาท
จากแผนการลงทุนระยะ 10 ปี มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท ที่รัฐมนตรีได้เห็นชอบไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2556
เม็ดเงินลงทุนทั้งหมดนั้นกว่า 90% จะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทั้งการพัฒนาถนนและทางราง เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงภายในอนุภูมิภาค เปลี่ยนระเบียงคมนาคมไปสู่ระเบียงเศรษฐกิจ สร้างโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และความอยู่ดีกินดีของประชาชน
สำหรับไทยมีโครงการที่ให้ความสำคัญสูงสุด คือ โครงการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์เชื่อมระหว่างบางใหญ่-กาญจนบุรี เพื่อเชื่อมท่าเรือแหลมฉบัง กรุงเทพฯ-ทวาย มูลค่า 6.5 หมื่นล้านบาท
สำหรับเงินทุนของแต่ละโครงการ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละประเทศ โดยอาจขอสินเชื่อจากธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) หรืออาจใช้รูปแบบการลงทุนร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนก็ได้
เจมส์ ลินช์ ผู้อำนวยการฝ่ายประสานงานและความร่วมมือภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอดีบี กล่าวว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมโยง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างความรู้สึกเป็นประชาคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของจีเอ็มเอส ทำให้จีเอ็มเอสกลายเป็นกลุ่มประเทศที่เหมาะสมแก่การเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ
อย่างไรก็ตาม จีเอ็มเอสยังมีปัญหาช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศภายในกลุ่มค่อนข้างมาก เช่น รายได้ต่อหัว ความพร้อมด้านโลจิสติกส์ ความยากง่ายในการทำธุรกิจที่ยังแตกต่างกัน แต่นี่คือจุดเริ่มต้นของการค้า
ในการประชุมครั้งนี้ จีนพยายามขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคนี้มาก ล่าสุด หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีนได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับตัวแทนฝ่ายไทย ในการก่อสร้างรถไฟทางคู่ และการรับซื้อสินค้าเกษตรจากไทย ขณะที่ เกาหู่เฉิง รัฐมนตรีพาณิชย์จีน ระบุว่า จีนยินดีร่วมวางยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างคมนาคมกับไทย และช่วยไทยสร้างทางคมนาคมทั้งทางถนน รถไฟทางคู่ ระบบน้ำ พลังงาน และอุตสาหกรรมยาง จีนยังหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศในภูมิภาคอีกด้วย
ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กลุ่มประเทศจีเอ็มเอสมีความได้เปรียบสูงในเชิงแหล่งที่่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลาง ซึ่งไทยได้มีความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงที่ จ.เชียงราย เชื่อมต่อกับเมืองห้วยทรายของลาว และเชื่อมต่อถนนหมายเลข 3 สู่เมืองคุนหมิงของจีน ทำให้สามารถเชื่อมเส้นทางคมนาคมขนส่งเหนือ-ใต้ได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ จะเร่งพัฒนาเส้นทางแนวเส้นทางระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งจะทำให้การเดินทางจากกรุงย่างกุ้งผ่าน อ.แม่สอด ไปยัง จ.มุกดาหาร เข้าสู่เมืองสะหวันนะเขตของลาว และต่อไปยังเมืองลาวบาวเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินไปยังเมืองดานังของเวียดนามได้
ในอนาคตอันใกล้นี้ไทยจะสามารถพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมประเทศลุ่มน้ำโขงได้สำเร็จอย่างน้อย 2 เส้นทาง คือ 1.เส้นทางรถไฟเชื่อมจากอรัญประเทศ-ปอยเปต 2.เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อจากหนองคาย-เวียงจันทน์-คุนหมิง โดยเป็นความร่วมมือระหว่างไทย-จีน ในการพัฒนาเส้นทางรถไฟระบบรางมาตรฐาน
ขณะที่จีนกำลังขยายบทบาทญี่ปุ่นที่เคยมีอิทธิพลก็ได้ใช้กลไกของเอดีบีเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้ ทาเกฮิโกะ นากาโอะ ประธานเอดีบี ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ และชี้แจงว่า เอดีบีจะผลักดันให้ไทยเป็นแกนกลางในภูมิภาคนี้ และยืนยันที่จะสนับสนุนให้เงินทุนให้กับประเทศในภูมิภาคเพื่อการลงทุนปัจจัยพื้นฐานและมิติอื่นๆ เช่น การเงิน เทคนิค วิจัยและพัฒนา
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นจะสนับสนุนการใช้นโยบายไทยแลนด์ พลัส วัน ซึ่งจะใช้ไทยเป็นฐานในการลงทุนหลักก่อนจะขยายฐานการผลิตที่เป็นห่วงโซ่ธุรกิจลงไปในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง
โอกาสและทำเลกำลังเปิดกว้างอยู่ที่ใครจะเห็นช่องทางในการทำธุรกิจ...ไปก่อนได้ก่อนอย่างแน่นอน







