
มังกรมาแล้ว
หลังจากผลุบๆ โผล่ๆ กันมานานหลายปี ในวันนี้ไทยและมหามิตรอย่างจีนก็จะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ว่าด้วยการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงสองเส้น ซึ่งเป็นระยะต่อเนื่องกัน คือจากหนองคาย เข้ามายังโคราช จากโคราชต่อไปยังมาบตาพุด
หลังจากผลุบๆ โผล่ๆ กันมานานหลายปี ในวันนี้ไทยและมหามิตรอย่างจีนก็จะได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ว่าด้วยการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงสองเส้น ซึ่งเป็นระยะต่อเนื่องกัน คือจากหนองคาย เข้ามายังโคราช จากโคราชต่อไปยังมาบตาพุด
ใครได้ประโยชน์อย่างไร แบบไหน ก็ต้องพิจารณากันดูครับ โดยเฉพาะฝ่ายไทยนั้นดูเหมือนว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเส้นนี้จะเน้นที่การ “ขนส่งสินค้า” เป็นหลัก มากกว่าจะขนคน
แน่นอนครับ ในเชิงสัญลักษณ์ รถไฟความเร็วสูงสัญชาติจีนเส้นนี้ จะเป็นสัญลักษณ์ทางกายภาพที่ชัดเจนมากที่สุดสำหรับการแผ่ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนลงสู่ภูมิภาคอาเซียนตอนบน
เส้นทางดังกล่าวจะเช่ื่อมต่อลงมาจากจีนตอนใต้ ผ่านมายังลาว และเชื่อมมายังหนองคาย ลงสู่มาบตาพุด
ยิ่งในอนาคต ถ้าไทยทำต่อเนื่องผ่านมายังกรุงเทพฯ ต่อไปยังภาคใต้เชื่อมไปยังมาเลเซียถึงสิงคโปร์ ก็ยิ่งเป็นสัญลักษณ์ทางกายภาพที่ชัดเจนมากขึ้นอีกของอิทธิพลทางเศรษฐกิจจีนที่แผ่ขยายลงสู่อาเซียนตอนล่าง
จีนได้ประโยชน์อย่างไร ต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ท้าทายจีนมากที่สุดก็คือจะทำอย่างไรให้เกิดการเจริญอย่างเท่าเทียมกันระหว่างพื้นที่ชายฝั่งตะวันออก และพื้นที่ตอนในของจีนครับ
เส้นทางรถไฟความเร็วสูงเช่นนี้ จะเป็นประตูสำคัญของจีนตอนใต้ที่จะขนส่งทั้งสินค้า และคนจีนลงสู่อาเซียนได้รวดเร็วที่สุดถ้าไม่นับทางเครื่องบินครับ
ดังนั้น สำหรับจีนถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ทีี่จะมีทางออกทะเลอีกทางหนึ่งทางตอนใต้ ซึ่งย่นระยะทางการเดินเรือได้ไม่น้อยอีกทั้งในอนาคตถ้าท่าเรือน้ำลึกทวายในพม่าแล้วเสร็จ เราอาจจะได้เห็นการเชื่อมของระบบรถไฟความเร็วสูงที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
ขณะที่สำหรับฝ่ายไทยเอง ถามว่ารถไฟความเร็วสูงที่ได้มานั้นคุ้มค่าหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคลครับ
แต่ที่แน่ๆ ถ้านำมาใช้ขนผักก็คงไม่คุ้มแน่ๆ เพราะค่าใช้จ่ายการขนส่งด้วยรถไฟความเร็วสูงนั้นอาจจะไม่ได้ถูกนัก แม้กระทั่งการใช้บรรทุกผู้โดยสารซึ่งคาดว่าคงจะไม่ใช่คนไทยทุกคนจะมี “ปัญญา” ขึ้นได้ เพราะราคาบัตรโดยสารอาจจะไม่ถูกแน่นอนหากใครเคยไปเที่ยวฝรั่งเศสลองนั่งรถไฟความเร็วสูงที่นั่น จากกรุงปารีสไปทางใต้ ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ราคาค่าตั๋วรถไฟปาเข้าไปเกือบ 8,000 บาทแล้ว
แต่สิ่งสำคัญที่ผมสนใจมากที่สุดก็คือ ประการแรก รถไฟความเร็วสูงจะเป็นตัวนำความเจริญออกสู่หัวเมืองต่างๆ ตามที่เส้นทางรถไฟวิ่งผ่าน ซึ่งหลังจากนี้ไปเราอาจจะได้เห็นเมืองใหม่ๆ ผุดขึ้นตามมา
ประการที่สอง เป็นสิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือ ระบบการขนส่งโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพด้วยรถไฟเช่นนี้ ประเทศไทยตลอดที่ผ่านมาถือว่าเป็นประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งทีเดียว
ด้วยสองประเด็นนี้ คิดว่ารถไฟความเร็วสูงก็อาจจะคุ้มบ้างสำหรับประโยชน์ของประเทศไทยที่จะได้รับ
แต่ถ้าหากใครจะเห็นว่าไม่คุ้ม ก็คงต้องขึ้นอยู่กับว่ามอง และเห็นมาจากมุมไหนครับ







