
จีนเสี่ยง ‘ฮาร์ดแลนดิ้ง’ 6 ความเสี่ยงจ่อถล่มใหญ่ปีหน้า
เห็นเค้าลางถึงการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับพี่ใหญ่อย่าง “พญามังกร” โดยในไตรมาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจจีนเติบโตเพียง 7.3% และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจีนจะพลาดเป้าการเติบโตตลอดปี 2014 ที่ 7.5% อีกด้วย
เห็นเค้าลางถึงการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับพี่ใหญ่อย่าง “พญามังกร” โดยในไตรมาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจจีนเติบโตเพียง 7.3% และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจีนจะพลาดเป้าการเติบโตตลอดปี 2014 ที่ 7.5% อีกด้วย
นอกจากนี้แล้ว ยังมีแนวโน้มอีกว่าเศรษฐกิจในปีหน้าของจีนจะเติบโตได้ชะลอตัวลงไปอีก โดยบรรดานักเศรษฐศาสตร์ประเมินกันว่า ทางการจีนน่าจะตั้งเป้าการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2015 ไว้ที่ 7% เท่านั้น
กระนั้นก็ตาม หากมองให้ดีแล้ว ถามว่าโอกาสที่จีนจะมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจะเกิดภาวะดิ่งลงอย่างรุนแรง (ฮาร์ดแลนดิ้ง) ในปีหน้านั้นมีอยู่หรือไม่ ต้องบอกว่ามีความเสี่ยงค่อนข้างมาก โดยทางบลูมเบิร์ก ได้รวบรวม 6 ปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ประเมินว่าเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจจีนเอาไว้
ปัญหาแรก คือ เรื่องภาวะสินเชื่อตึงตัวในระบบการเงิน สำหรับในประเด็นนี้นั้นมี 3 ความเสี่ยงที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวได้ ได้แก่ หนึ่ง การผิดชำระหนี้ขนานใหญ่ในภาคธนาคารเงา โดยภาคธนาคารเงานั้นเป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยตลอด ที่สนับสนุนให้เกิดการลงทุน ซึ่งหากเกิดการผิดนัดชำระหนี้ย่อมทำให้เกิดปัญหาสภาพคล่องขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สอง ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่ลดลงถึง 10% ในช่วงเวลา 3 เดือน โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีนถือว่าเป็นตัวที่ชี้นำเศรษฐกิจจีน เนื่องจาก ภาคอุตสาหกรรมดังกล่าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างยิ่ง โดยราคาที่ลดลงนั้นเป็นการสะท้อนถึงความต้องการที่ลดลง ขณะที่ซัพพลายกลับมีล้นตลาด สะท้อนให้เห็นถึงความซบเซาของอุตสาหกรรมดังกล่าวนั่นเอง
สาม การขาดสภาพคล่องของธนาคาร เนื่องจากเงินทุนที่ไหลออกจากการใช้นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมานั้นเฟดใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ ส่งผลให้เงินร้อนทะลักเข้ามาในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งหมายรวมถึงจีน ทว่าในตอนนี้เฟดได้ยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตร และเริ่มส่งสัญญาณที่อาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย อันจะส่งผลให้เงินที่เคยเข้ามาลงทุนและหมุนเวียนอยู่ในประเทศลดลง
ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่าจีนเป็นประเทศที่เติบโตโดยการกู้หนี้ยืมสินมาโดยตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประเด็นดังกล่าวจะเป็นที่วิตกกังวลของบรรดานักเศรษฐศาสตร์ หากสินเชื่อจะอยู่ในภาวะตึงตัว
ปัญหาที่สอง คือ ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ตกต่ำ โดยเมื่อช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์โดยเว็บไซต์ซีเอ็นเอ็นมันนี่ สหรัฐ 8 ใน 10 คน เห็นตรงกันว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนขณะนี้กำลังกลายเป็นภัยร้ายหลักคุกคามเศรษฐกิจพญามังกร
สาเหตุที่ทำให้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวล ก็เนื่องจากว่าการลงทุนทางด้านอสังหาริมทรัพย์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่เมื่อรวมภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับด้านอสังหาริมทรัพย์แล้วนั้น คิดเป็นถึง 20% ของจีดีพีเลยทีเดียว
ความซบเซาของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ยืนยันได้จากข้อมูลทางการจีนที่ระบุว่า การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะเดียวกันราคาบ้านของจีนในเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ก็ปรับตัวลดลงเช่นกัน เนื่องจากซัพพลายนั้นล้นตลาด
ขณะเดียวกัน ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากที่ภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนฟุบตัวลง จะกระเทือนต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธนาคารของประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งทุนสนับสนุนหลักของบรรดาบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จีน
ปัญหาที่สาม ปัจจัยภายนอก ไมเคิล เพ็ททิส อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินจากมหาวิทยาลัยเพ่อกิง แสดงทรรศนะว่า ภาวะที่เศรษฐกิจภายนอกจีนไม่แข็งแรง โดยเฉพาะยุโรปจะเป็นตัวการที่ฉุดความเชื่อมั่นของการลงทุนในจีน
“หนึ่งในปัญหาสำคัญของโลกคือยุโรป โดยปัญหาที่จะออกมาจากยุโรป สามารถสร้างบรรยากาศในเชิงลบในจีนเพียงพอที่จะทำให้นักลงทุนในภาคเอกชนคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าที่จะเปิดโรงงานต่อไป” เพ็ททิส กล่าว
เพ็ททิส ระบุต่อไปว่า หากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในภาวะที่แนวโน้มของการขอสินเชื่อใหม่ๆ ลดลงจะยิ่งส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงได้
ปัญหาที่สี่การคำนวณทางนโยบายที่ผิดพลาด ซูเกา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเอเวอร์ไบรท์ เซคคิวริตี้ ในปักกิ่ง ระบุว่า การคำนวณนโยบายที่ผิดพลาดของผู้กำหนดนโยบาย อาจจะจุดชนวนให้เกิดจุดเปลี่ยนที่จะทำให้บริษัทต่างๆ ล้มละลาย และเกิดการสูญเสียอย่างมากในตลาดแรงงาน
“ความกังวลของผมก็คึือว่า ผู้กำหนดนโยบายอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องโอเคที่จะทดสอบจุดต่ำสุด เพื่อดูว่าเราจะทนความเติบโตที่ชะลอตัวลงได้หรือไม่ ทว่า หากจีดีพีขยายตัวต่ำลงครึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือ 1% ผมคิดว่าบริษัทต่างๆ จะไม่สามารถอยู่ได้”ซู ซึ่งอดีตเคยทำงานที่ธนาคารโลก ระบุ
ปัญหาที่ห้า การจัดระเบียบหนี้รัฐบาลท้องถิ่น ทางกระทรวงการคลังของจีนได้มีคำสั่งให้บรรดารัฐบาลท้องถิ่นต่างๆ แจกแจงการกู้ยืมต่างๆ ภายในต้นปีหน้า โดยทางรัฐบาลกลางจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกสนับสนุนหน่วยงานระดมทุนของรัฐบาลท้องถิ่น (แอลจีเอฟวี) ใด และจะไม่เลือกสนับสนุนแอลจีเอฟวีใด
มาตรการดังกล่าวนับเป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดปริมาณหนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมาตรการดังกล่าวยังหมายความด้วยว่า รัฐบาลท้องถิ่นที่ไม่แข็งแกร่งในการชำระหนี้จริง จะไม่กล้าระดมทุน เนื่องจากทางการมีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว การลงทุนต่างๆ ของรัฐบาลท้องถิ่นก็จะชะลอตัวลงนั่นเอง
และสำหรับปัญหาสุดท้าย การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ การปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของเฟดมีแนวโน้มที่จะเพิ่มความยากลำบากของบริษัทจีนต่างๆ ที่จะต้องชำระหุ้นกู้ที่ปล่อยออกไปเพื่อระดมทุน โดยในปี 2015 นั้น บริษัทในจีนมีกำหนดต้องชำระคืนหุ้นกู้ที่ออกอยู่ในรูปของสกุลเงินเหรียญสหรัฐถึง 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.782 ล้านล้านบาท)
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2010 บริษัทต่างๆ ของจีนได้ออกหุ้นกู้มากถึง 4.33 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 14.3 ล้านล้านบาท) ฉะนั้นแล้ว แน่นอนว่า ปัญหาหนี้ภาคเอกชนนี้จะยังคงเป็นปัญหาของทางจีนที่ยากจะแก้
จากปัญหาทั้งหมด จึงนับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งของแดนมังกรที่เสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะฮาร์ดแลนดิ้งในปีหน้า ฉะนั้นแล้วการเติบโตของแดนมังกรที่ลดลงจึงเป็นประเด็นที่โลกควรจับตาอย่างใกล้ชิดอย่างยิ่ง เพราะอาจจะส่งแรงกระเพื่อมให้กับเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ ได้ต่อไป







