
ข้อคิดเรื่องสันติวิธี
ผมเริ่มสนใจสันติวิธีในตอนที่เป็นนักศึกษาที่ฝรั่งเศส ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Les Justes ของ Albert Camus ซึ่งขอแปลชื่อเป็นภาษาไทยว่า ผู้เที่ยงธรรม
ผมเริ่มสนใจสันติวิธีในตอนที่เป็นนักศึกษาที่ฝรั่งเศส ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Les Justes ของ Albert Camus ซึ่งขอแปลชื่อเป็นภาษาไทยว่า ผู้เที่ยงธรรม
ผู้เที่ยงธรรมในหนังสือเล่มนี้หมายถึงตัวละครคนหนึ่งซึ่งเป็นนักปฏิวัติ ที่เห็นการปกครองแบบกดขี่ขูดรีดประชาชนในรัสเซียสมัยนั้นแล้ว ต้องการต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีกว่า ในบทละครนี้ มีการขับเคี่ยวทางความคิดระหว่างนักปฏิวัติสองคน คนหนึ่งมีแรงบันดาลใจที่ความรักอันมีต่อประชาชนชาวรัสเซีย แม้จะเป็นความรักที่เป็นนามธรรม ไม่มีเสียงขานตอบ และเป็นความรักที่ทำให้ไม่มีเวลาให้แก่ความรักธรรมดาของคนหนุ่มสาว
ส่วนอีกคนหนึ่งมีแรงบันดาลใจจากความเกลียดต่อความชั่วร้ายต่างๆ ที่เห็นอยู่รอบตัว และต่อการทารุณกรรมที่ตัวเขาเองได้รับ
นักปฏิวัติผู้มีความรักไม่สามารถโยนระเบิดสังหารได้ในครั้งแรกที่พยายาม เพราะว่ามีเด็กนั่งไปด้วยกับแกรนด์ดยุกที่เป็นเป้าหมาย หากประสบความสำเร็จในความพยายามครั้งที่สอง แต่แทนที่จะหลบหนี เขากลับยอมให้จับกุมโดยดุษณี และเดินขึ้นสู่ตะแลงแกงด้วยความแน่วแน่ เขาเห็นว่าเป็นความเที่ยงธรรมแล้วที่จะชดใช้ด้วยชีวิต มิฉะนั้นเขาจะกลายเป็นฆาตกร หากเขาพรากชีวิตผู้อื่น ก็ต้องพร้อมที่จะให้ผู้อื่นตัดสินชีวิตเขาด้วย จึงจะเที่ยงธรรม
จากการอ่านหนังสื่อชื่อ ผู้เที่ยงธรรม นี้ ผมได้ตัดสินใจว่า การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมควรใช้สันติวิธี เพราะผมไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ผมคิดนั้นถูกต้องจนพร้อมจะไปพรากชีวิตผู้อื่นเพราะความคิดนั้น และชดใช้โดยการให้ผู้อื่นพรากชีวิตของผมไปด้วย ผมไม่อาจเป็นผู้เที่ยงธรรมได้ถึงปานนั้น
ผมจึงเริ่มอ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสันติวิธี มีอยู่เล่มหนึ่งที่เป็นชีวิตจริงและประทับใจผมขณะที่อ่าน เท่าที่จำได้คร่าวๆ เป็นเรื่องของชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งซึ่งขอเรียกว่าเป็นนักสันติวิธี เขาเป็นผู้ที่มีความรักแก่เพื่อนมนุษย์ และปฏิญาณตนว่าจะไม่ทำให้ผู้ใดเสียชีวิต แม้ตนเองจะต้องตายก็ยอม
ครั้งหนึ่งเขาตกเป็นเชลยศึก และใช้โอกาสที่ถูกคุมขังอยู่เผยแพร่ความเชื่อเรื่องความรักเพื่อนมนุษย์ให้ทั้งแก่นักโทษด้วยกันและผู้คุม พอดีเกิดเหตุร้ายในที่คุมขัง มีนักโทษคนหนึ่งถูกฆ่าตาย ผู้คุมประกาศว่า ถ้าไม่มีใครรับสารภาพ ก็จะสังหารนักโทษที่จะสุ่มชื่อขึ้นมาทีละคน บังเอิญคนที่ชื่อถูกจับสลากขึ้นมาคนแรกก็คือนักสันติวิธีคนนี้
อันที่จริงเขาเองรู้ระแคะระคายว่าใครเป็นคนทำ แต่คนคนนั้นหาทางปิดปากเขาโดยไปพบและทวงถามว่า ถ้าเปิดโปงเรื่องออกมา เท่ากับส่งคนทำสู่ความตาย ไหนบอกเล่าว่าจะไม่ทำเช่นนั้นไม่ใช่หรือ ตัวนักสันติวิธีต้องเผชิญกับเรื่องที่ยากลำบากมาก เขาจะยอมตายเพื่ออุดมการณ์ของเขาได้ไหม เวลาผ่านไปจนถึงเส้นตายที่เขาจะถูกสังหาร เขาก็ยังยืนหยัดอยู่กับอุดมการณ์นั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่า ผู้ที่ทำความผิดกลับทนละอายแก่ใจและแรงกดดันทางมโนสำนึกไม่ได้ เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของนักสันติวิธีของเรา เลยเปลี่ยนใจสารภาพและรับโทษประหารจากการกระทำของตน นักสันติวิธีจึงรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
เมื่ออ่านหนังสือเล่มแรก ผมคิดจะใช้สันติวิธี ส่วนหนึ่งเพราะความขลาดเขลา ไม่สามารถเป็นผู้เที่ยงธรรมพอที่จะเอาชีวิตเข้าแลกกับชีวิตของผู้ที่เราใช้ความรุนแรงไปเอาชีวิตเขา แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มที่สอง จึงคิดว่าเมื่อถึงที่สุด สันติวิธีอาจหมายถึงการเสี่ยงชีวิตเพื่อไม่ให้ตนเองเป็นต้นเหตุแห่งการทำร้ายผู้อื่น
การยืนยันในอุดมการณ์จนกระทั่งยอมเป็นมรณสักขี ย่อมต้องการความรักในเพื่อนมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่เสียเหลือเกิน แล้วจะฝึกฝนอุดมการณ์เช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไร หรือจะฝึกให้หย่อนลงมาหน่อย ตามตัวอย่างของเนลสัน แมนเดลา ผู้ปฏิเสธที่จะตอบความเกลียดชังด้วยความเกลียดชังได้อย่างไร หรือจะให้หย่อนลงมาอีก จะฝึกให้ห่วงใยคนที่ไม่รักเราแถมยังถือว่าเราเป็นศัตรูได้อย่างไร
เมื่อขบคิดไม่ตก ผมก็ลดระดับลงมาอีก เอาเป็นว่าต้องฝึกฝนความรักไปเรื่อยๆ เพราะเป็นพื้นฐานของสันติวิธี แต่จะฝึกสำเร็จหรือไม่สักเพียงใดก็ตาม ยังต้องพยายามฝึกสติอยู่เสมอ เพื่อไม่ใช้ความรุนแรงตอบโต้ความรุนแรง และจะไม่ยอมจำนนต่อการใช้ความรุนแรงแบบอำนาจบาตรใหญ่ของผู้ใด
ผมเชื่อในสันติวิธี เพราะสันติวิธีเป็นวิธีการต่อสู้ที่มีความรัก ไม่ใช่ความเกลียดชังเป็นพื้นฐาน สันติวิธีเป็นวิธีการต่อสู้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้มีความห่วงใยกันมากขึ้น แต่ผมก็ยังยอมรับหลักของความคลุมเครือ คือเราไม่อาจแน่ใจได้เต็มที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เราเห็นว่าดีนั้น จะดีจริงๆ หรือ เช่นเราเห็นด้วยกับรัฐสวัสดิการ แต่ก็ยังต้องเผื่อทางถอย หากมาตรการบางอย่างของรัฐสวัสดิการไม่มีประสิทธิผล ก็ต้องมีหนทางเปลี่ยนกลับมาได้โดยไม่ชอกช้ำนัก
ผมเชื่อในสันติวิธี เพราะเป็นวิธีที่ได้ผล คือสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง และมีโอกาสถอยได้มากกว่าวิธีการรุนแรงที่เมื่อปลิดปลงชีวิตผู้คนแล้ว แทบไม่มีทางถอยหรือการเยียวยาบาดแผลทางใจที่เป็นจริง ในช่วงเวลา 40 กว่าปีนับแต่ที่ผมกลับมาจากการเรียนหนังสือ ผมเห็นว่าสันติวิธีได้ช่วยให้สังคมไทยผ่านวิกฤตมาหลายครั้งโดยไม่สะบักสะบอมนัก
จริงอยู่ เราเข่นฆ่ากันมากสมัยที่มีการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เราเข่นฆ่ากันในการต่อสู้ทางการเมืองในท้องถนนของกรุงเทพฯ และที่อื่นๆ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องดำเนินต่อไปโดยไม่มีหลักประกันว่าจะไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันอีก
แต่สังคมไทยส่วนใหญ่เริ่มเชื่อในสันติวิธี เริ่มปฏิเสธการใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ทางการเมืองมากขึ้นตามลำดับ แม้จะมีเหตุการณ์ที่ถดถอยบ้าง แต่นี่คือทิศทางของความหวัง







