
นักวิชาการชี้โจทย์ใหญ่ปฏิรูปอยู่ที่พรรคการเมือง
นักวิชาการ ชี้ โจทย์ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ไม่ใช่ระบบการเลือกตั้ง แต่เป็นการปฏิรูปพรรคการเมือง เนื่องจากเป็นผู้กุมฐานเสียงประชาชน
นักวิชาการ ชี้ โจทย์ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ไม่ใช่ระบบการเลือกตั้ง แต่เป็นการปฏิรูปพรรคการเมือง เนื่องจากเป็นผู้กุมฐานเสียงประชาชน
เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. มูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) ได้จัดงานเสวนา เรื่อง "ระบบการเลือกตั้งที่สะท้อนทุกเสียงของประชาชน" โดย นายสติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า ปัญหาของระบบการเลือกตั้งแบบเดิมของไทย คือ 1.) ความไม่สอดคล้องระหว่างจำนวนที่นั่งในสภา กับคะแนนนิยมที่ได้จากประชาชน 2.) ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งไม่ได้เป็นตัวแทนของเสียงข้างมากในเขตเลือกตั้งอย่างแท้จริง เพราะ สส. เขต 81.8% ได้รับคะแนนนิยมไม่ถึง 50% ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในพื้นที่ (ผลการเลือกตั้ง สส. วันที่ 3 ก.ค. ปี 54) ทั้งนี้รูปแบบการเลือกตั้ง สส. ที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวมี 3 ทางเลือก คือ การเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาด (ผู้ชนะจะต้องได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่ง) เลือกตั้งแบบจัดลำดับความนิยม และเลือกตั้งแบบผสม โดยคะแนนนิยมของพรรค ที่พิจารณาจากคะแนนที่ได้ในระบบบัญชีรายชื่อ ส่งผลต่อจำนวน สส. เขต
ฉะนั้นจึงเสนอให้ใช้ระบบเลือกตั้งแบบคู่ขนาน ซึ่งมีรูปแบบเหมือนกันกับการเลือกตั้ง ปี 54 ที่มีจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ เป็น 3 เท่าของ สส.เขต แต่เปลี่ยนวิธีการเลือก สส. เขต โดยใช้ระบบเขตใหญ่เบอร์เดียว (Single Non3transferable Vote) ยกตัวอย่างเช่น ระบบเดิมกำหนดให้ สส. บัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน และ สส. แบ่งเขต 375 คน โดย 1 เขต เลือก สส. ได้ 1 คน แต่ระบบใหม่ สส. บัญชีรายชื่อ จำนวน 125 คน และ สส. แบ่งเขต 375 คน โดยเปลี่ยนเป็นการเลือกตั้งเขตใหญ่ (เช่น จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง) เลือก สส. ได้ 1 คน
ด้าน นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่า กรณีจำนวน สส. ในรัฐสภา ไม่สะท้อนเสียงของประชาชน และกรณีไม่มีตัวแทนของพรรคขนาดเล็กในรัฐสภา ไม่ใช่ปัญหาหลักของระบบการเลือกตั้งไทย เพราะหากพิจารณาผลการเลือกตั้ง ตั้งแต่ ปี 39 - ปี 54 พบว่า จำนวน สส. มีความสอดคล้องกับพื้นที่ และ พรรคการเมืองขนาดเล็กมีโอกาสได้ที่นั่งในรัฐสภา (เช่น การเลือกตั้ง ปี 54 พรรครักประเทศไทย เป็นต้น)
"ปัญหาสำคัญของระบบการเลือกตั้งไทยแบบเดิม คือพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างน้อย ไม่มีบทบาทในรัฐสภา กล่าวคือไม่ใช่ตัวแปรสำคัญในกระบวนนิติบัญญัติ เช่น การรับรองกฎหมาย ฯลฯ และไม่สามารถทำหน้าที่ในการตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น ฉะนั้นจึงเห็นว่าระบบการเลือกตั้งแบบผสม(Mixed System) มีความสอดคล้องกับบริบทของสังคมไทย เนื่องจากได้สัดส่วนของที่นั่งในรัฐสภาสอดคล้องกับคะแนนเสียง กอปรกับได้ สส. ที่เป็นตัวแทนของพื้นที่"นายอรรถสิทธิ์กล่าว
นายประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า กรรมาธิการ(กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีข้อเสนอปฏิรูประบบเลือกตั้งที่หลากหลายเกินไป ไม่ว่าจะเป็นข้อสรุปของ กมธ. อนุ กมธ. และสมาชิกในคณะนั้นๆ ล้วนมีความเห็นที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ข้อเสนอต่างๆ ควรคำนึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม พิจารณาจากรัฐธรรมนูญ ปี 40 ออกแบบระบบการเลือกตั้งให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เพื่อเสถียรภาพทางการเมือง ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 50 ออกแบบระบบการเลือกตั้งเพื่อทำลายหลักการของรัฐธรรมนูญ ปี 40 เพราะพรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากเกินไป รวมถึงการแก้ไขระบบการเลือกตั้งในสมัย "รัฐบาลอภิสิทธิ์" ที่จงใจสร้างความได้เปรียบในสัดส่วนของ สส. บัญชีรายชื่อ จนกระทั่งการร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน จะต้องพิจารณาปัญหาที่สำคัญของโครงสร้างการเมือง ก่อนการออกแบบระบบเลือกตั้ง ซึ่งไม่ว่าจะออกแบบอย่างไรจะไม่มีต่อผลการเลือกตั้งมากนัก เพราะปัจจัยสำคัญของการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับฐานเสียงในแต่ละพื้นที่ ซึ่งพรรคการเมืองหลัก 2 พรรค มีฐานเสียงครอบคลุมในแต่ละพื้นที่อยู่แล้ว
"โจทย์ของการเมืองไทย ไม่ใช่การพยายามเพิ่มที่นั่งให้กับพรรคการเมืองขนาดเล็ก เพราะไม่ว่าจะออกแบบระบบการเลือกตั้งแบบใด จะส่งผลต่อจำนวนที่นั่งในรัฐสภาของพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่มากนัก ซึ่งไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงใด ไม่มีอำนาจต่อรอง มีที่นั่งเพียงเพื่อขอส่วนแบ่งผลประโยชน์จากพรรคใหญ่ที่ได้เสียงข้างมาก ฉะนั้นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง จึงขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง ไม่ใช่ระบบเลือกตั้ง จะทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดกลุ่มพรรคการเมืองที่สามารถต่อรองหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงในรัฐสภา ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกลไกที่เอื้อให้เกิดกลุ่มพรรคเมืองลักษณะนั้นในประเทศไทย"นายประจักษ์กล่าว







