posttoday
ยังไม่ถึงเวลา ลดดอกเบี้ย

ยังไม่ถึงเวลา ลดดอกเบี้ย

18 ธันวาคม 2557

สงครามค่าเงินโลกเริ่มเปิดฉากขึ้นเร็วกว่าที่คาด โดยเหยื่อรายแรกคือรัสเซีย ที่ธนาคารกลางรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายพรวดเดียวจาก 10.5% เป็น 17% เพื่อพยุงค่าเงินรูเบิ้ลไม่ให้ไหลอ่อนค่าลงไปแบบไร้แรง ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รัสเซีย แต่ช่วยเพียงพยุงค่าเงินให้แข็งค่าขึ้นได้เพียง 9% เท่านั้น

สงครามค่าเงินโลกเริ่มเปิดฉากขึ้นเร็วกว่าที่คาด โดยเหยื่อรายแรกคือรัสเซีย ที่ธนาคารกลางรัสเซียประกาศขึ้นดอกเบี้ยนโยบายพรวดเดียวจาก 10.5% เป็น 17% เพื่อพยุงค่าเงินรูเบิ้ลไม่ให้ไหลอ่อนค่าลงไปแบบไร้แรง ซึ่งเป็นการขึ้นดอกเบี้ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รัสเซีย แต่ช่วยเพียงพยุงค่าเงินให้แข็งค่าขึ้นได้เพียง 9% เท่านั้น

ปัญหาค่าเงินรูเบิ้ลของรัสเซียอาจจะมีเหตุที่ทำให้อ่อนค่าลงแตกต่างจากประเทศอื่น นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าปัญหาเงินรูเบิ้ลอาจไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินโลกมากนัก เพราะไม่ใช่เงินสกุลหลักที่นิยมใช้เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งอาจจะมองปัญหาเพียงชั้นเดียว เพราะจีนยืนยันที่จะรับค่าเงินรูเบิ้ลเป็นตัวกลางในการชำระราคาสินค้าต่อไป

สำหรับประเทศเกิดใหม่รวมทั้งไทย ค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลมาจากการที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นเพราะเศรษฐกิจเริ่มฟื้น โดยเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียอ่อนค่าลงไปถึง 3.7% หรือ 1.26 หมื่นรูเปียห์/เหรียญสหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าที่สุดในอาเซียน สำหรับเงินบาทไทยก็อ่อนค่าหลุด 33 บาท/เหรียญสหรัฐ เป็นบางช่วง

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ตลาดการเงินโลกจะผันผวนอย่างมาก จากความแตกต่างของนโยบายการเงินกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก สหรัฐมีโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่ญี่ปุ่นและยุโรป จะผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยเพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน

จากนโยบายและสภาพเศรษฐกิจที่แตกต่าง ทำให้มีแนวโน้มว่าเงินจะไหลกลับไปสหรัฐเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีกว่า ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ว่าเงินจะไหลเข้าจากญี่ปุ่นและสหรัฐ ทำให้การคาดการณ์ค่าเงินบาททำได้ยากมาก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ธปท.กล่าวย้ำตลอดเวลาว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงรองรับความผันผวนของค่าเงินได้ดี ซึ่งเงินนี้ ธปท.จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการดูแลค่าเงินบาทด้วย

หากดูทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย นับว่ามีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตามที่ ธปท.ยืนยัน หลังจากที่ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งมาแล้ว ในปี 2543 ทุนสำรองของไทยหลังจากผ่านการต่อสู้กับการเก็งกำไรค่าเงินบาทมาแล้วเหลืออยู่ 3.27 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และเพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ จนในปี 2556 ทุนสำรองอยู่ที่ 1.816 แสนล้านเหรียญสหรัฐ  และล่าสุด ณ วันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ทุนสำรองอยู่ที่ 1.675 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทุนสำรองนี้สะสมมาจากการค้าระหว่างประเทศ การได้ดุลบริการจากการที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวไทย และการที่ ธปท.ซื้อเงินตราต่างประเทศเก็บเพื่อดูแลค่าเงินบาท

แต่สิ่งที่ไม่ควรประมาทก็คือ ทุนสำรองนั้นแม้จะอยู่ในระดับสูง ก็สามารถที่จะลดลงได้ หากการส่งออกของไทยกลายเป็นส่งไม่ออก ดุลการค้าแทนที่จะได้ดุลกลับกลายเป็นขาดดุล ดุลบริการที่ควรจะได้มากก็ได้น้อย แถมมีเงินไหลออกหากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น

นอกจากนี้ การปรับสกุลเงินในตะกร้าเงินของ ธปท. ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามีการให้น้ำหนักกับเงินสกุลไหนมากเป็นพิเศษ แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงมาก ทำให้ ธปท.เปลี่ยนสัดส่วนน้ำหนักเงินในตะกร้า และมีการเพิ่มทุนสำรองในรูปของทองคำเพิ่มเข้าไปอีกจำนวนหนึ่ง

ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้วทุนสำรองก็จะลดลงตามค่าเงินที่ถืออยู่ในตะกร้า หากถือเงินสกุลที่ค่าเงินอ่อนค่ามาก เงินทุนสำรองเมื่อคำนวณมูลค่าล่าสุดก็อาจจะลดลง อีกทั้งราคาทองคำก็ปรับตัวลดลงต่อเนื่องตามราคาน้ำมันเช่นกัน ดังนัั้นเพียง 2 ส่วนนี้ก็ทำให้ทุนสำรองหายไปได้โดยตัวเองอยู่แล้ว

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้ว่าการ ธปท. ออกมากล่าวว่า อย่านำทุนสำรองในแต่ละสัปดาห์หรือแต่ละเดือนมาหักลบแล้วคิดว่านั่นคือเงินที่ ธปท.นำไปใช้แทรกแซงค่าเงิน เพราะเงินอาจจะลดลงจากการมาร์กทูมาร์เก็ตของทุนสำรองในแต่ละช่วงเวลาก็ได้ ธปท.ไม่ได้ใช้เงินมหาศาลในการดูแลค่าเงิน

ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2558 จะอ่อนค่าลงถึง 34 บาท/เหรียญสหรัฐ  และไม่คิดว่า ธปท.จะเข้าไปแทรกแซงค่าเงินมากนัก เพราะตอนนี้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ จากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ยืดได้หดได้นี้ ธปท.เองน่าจะเล็งเห็นว่าในระยะกลางเงินไหลออกจะเป็นปัญหาแน่ หากไม่สามารถสร้างสมดุลทางด้านเศรษฐกิจได้ดี ดังนั้นการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติในการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.ที่ผ่านมา ด้วยการคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2% แบบหักปากกาเซียน เพราะนักวิเคราะห์ทั้งหลายคิดว่า กนง.จะลดดอกเบี้ยเพราะอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้จะโตไม่เกิน 1% แรงส่งการบริโภคในประเทศไม่มี อัตราเงินเฟ้อก็ต่ำจากราคาสินค้าเกษตรและราคาน้ำมัน  การลดดอกเบี้ยจึงทำได้

นั่นเป็นการมองในด้านของการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ แต่หากการลดดอกเบี้ยของ กนง.ในรอบนี้ 0.25% กลายเป็นกระสุนด้าน ไม่เกิดอะไรต่อเนื่องธนาคารพาณิชย์ไม่ลดดอกเบี้ยตาม ประชาชนไม่ใช้จ่ายเพราะยังลดดอกเบี้ยไม่พอ หากเก็บไว้รอดูความชัดเจนของเศรษฐกิจและลดดอกเบี้ยครั้งเดียวในอัตราที่มากพอจะชอร์ตกำลังซื้อในประเทศได้ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า

อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ไม่ควรมองราคาน้ำมันเป็นขาลงด้านเดียว ราคาอาจปรับขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้หากสหรัฐและกลุ่มโอเปกเห็นว่าราคาน้ำมันต่ำจนเกินไป กำไรที่ได้ลดลงเรื่อยๆ ในที่สุดจะต้องกอดคอกันตาย ราคาน้ำมันอาจจะรีบาวด์กลับมาและเงินเฟ้อก็อาจจะปรับมาเป็นขาขึ้นอีกรอบ

“ผมมองว่า กนง.คงคิดหนักที่จะลดดอกเบี้ย เพราะลดดอกเบี้ยไปแต่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐไม่ออก มันเป็นการเดินขาเดียวก็ไปไหนไม่ได้ไกล ลดดอกเบี้ยไปก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก” อมรเทพ กล่าว

สำหรับการส่งออกนั้น อมรเทพ มองว่า ไม่ว่าเงินบาทจะแข๋งค่าหรืออ่อนค่า ก็ไม่ได้ช่วยให้การส่งออกดีขึ้นได้มากมาย เพราะการส่งออกกลายเป็นปัญหาที่โครงสร้างแล้ว ไม่ใช่ปัญหาที่ราคา ดังนั้นต้องปรับโครงสร้างการส่งออกใหม่ไปผลิตสินค้าที่ตลาดโลกต้องการ

หากพิจารณาด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจให้รอบด้านแล้ว การลดดอกเบี้ยไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับ ธปท. แต่อยู่ที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้หรือไม่ หากภาพยังไม่ชัด ธปท.น่าจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท