posttoday
ปัญหาราคายาง

ปัญหาราคายาง

18 ธันวาคม 2557

ราคายางแผ่นได้ลดลงมาอยู่ในระดับประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท มาหลายเดือนแล้ว ส่วนราคาน้ำยางสดเพิ่งดิ่งลงมาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 40 บาท ได้ไม่ถึงเดือน ยังความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับชาวสวนยาง และเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง

ราคายางแผ่นได้ลดลงมาอยู่ในระดับประมาณกิโลกรัมละ 50 บาท มาหลายเดือนแล้ว ส่วนราคาน้ำยางสดเพิ่งดิ่งลงมาต่ำกว่ากิโลกรัมละ 40 บาท ได้ไม่ถึงเดือน ยังความเดือดร้อนแสนสาหัสให้กับชาว
สวนยาง และเป็นที่มาของเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง

เรื่องยางพาราเป็นเรื่องใหญ่น้องๆ เรื่องข้าว เพราะในปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลก ก่อนหน้านี้เราเคยเป็นรองอินโดนีเซียหลายขุม แต่ในหลายปีหลังเราได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมแม่น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ปัจจุบันพื้นที่เพาะปลูกยางพาราทั่วประเทศของเรามีกว่า 22 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจาก 2 ปีก่อนประมาณ 20% ซึ่งแรงกระตุ้นให้ขยายกำลังผลิตน่าจะมาจากการที่ราคายางขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละกว่า 150 บาท เมื่อ 3-4 ปีก่อน

เสียงเรียกร้องของชาวสวนยางมีต่างๆ นานา แต่ส่วนใหญ่เน้นไปทางให้รัฐบาลช่วยประกันราคาขั้นต่ำ

ก่อนจะเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป ผมใคร่ขอปูพื้นฐานเกี่ยวกับแนวโน้มราคายางในตลาดโลกเสียก่อน ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2 มิติ ดังนี้

มิติแรก ยางพาราในฐานะคอมมอดิตี้ หรือวัตถุดิบกับพืชผลเกษตรชนิดหนึ่ง ซึ่งคอมมอดิตี้ตัวพ่อก็คือน้ำมัน เพราะเป็นต้นทุนสำคัญในการผลิตคอมมอดิตี้ตัวอื่นๆ ด้วย เมื่อน้ำมันราคาลดลง ก็จะพลอยลากคอมมอดิตี้ทั้งตลาดให้ราคาลดลงตามไปด้วย

ความสัมพันธ์ระหว่างยางพารากับน้ำมันมีมากเป็นพิเศษ เพราะยางพารามีคู่แข่งสำคัญที่ทดแทนกันได้ดีคือยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และโดยทั่วไปราคาเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน

มองไปข้างหน้าตลาดน้ำมันโลกยังมีแนวโน้มจะมีกำลังผลิตเกินความต้องการบริโภคต่อไปอีกอย่างน้อยหลายปี จากการที่สหรัฐเปลี่ยนจากการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่มาเป็นประเทศที่มีพลังงานของตัวเองเพียงพอ และในไม่ช้าจะกลายเป็นผู้ส่งออกสุทธิ โดยได้ผลผลิตราคาถูกจากหินน้ำมันซึ่งมีอยู่อย่างมหาศาล

มิติที่สอง ตลาดยางพาราเองในปัจจุบันก็มีกำลังผลิตสูงเกินความต้องการบริโภคเช่นกัน ไม่เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่ขยายพื้นที่เพาะปลูก ประเทศเพื่อนบ้านของเราอีกหลายประเทศ รวมทั้งจีนด้วย ก็เริ่มปลูกและขยายพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน ต้นยางใหม่จำนวนมากยังโตไม่พอที่จะกรีดเอาน้ำยางด้วยซ้ำไป

ปีที่แล้วผลผลิตโลกสูงเกินความต้องการบริโภคกว่า 6 แสนตัน ทำให้สต๊อกบวม และจะยิ่งบวมมากขึ้นในปีนี้และปีต่อๆ ไป จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคายางพาราในช่วงหลังอ่อนตัวลงเร็วกว่าราคายางสังเคราะห์เสียอีก

จาก 2 ปัจจัยดังกล่าว ทำให้หลายแนวทางในการแก้ปัญหาที่มีคนพูดถึง เช่น การประกันราคาขั้นต่ำ และการให้ไทยหยุดหรือชะลอการส่งออกเพื่อพยุงราคา กลายเป็นแนวทางที่เสี่ยงและไม่น่าจะยอมรับได้

เราเพิ่งได้ประสบการณ์ที่แสนจะเจ็บปวดจากเรื่องจำนำข้าว เพราะคนที่สั่งให้ทำร่ำรวยขึ้นมาจากการผูกขาดธุรกิจ จึงฝันหวานจะให้ไทยผูกขาดธุรกิจค้าข้าวด้วย ผลก็คือเราไปช่วยพยุงราคาให้ผู้ส่งออกรายอื่น ในขณะที่ประเทศชาติของเราเองเสียหายป่นปี้

นอกจากราคายางพาราแล้ว ผมอยากให้รัฐบาลเตรียมตัวรับมือกับราคาพืชผลอื่นๆ ด้วย เพราะมองไปข้างหน้าไม่เห็นมีสินค้าเกษตรตัวไหนที่มีแนวโน้มสดใส และหากราคาน้ำมันในตลาดโลกลดต่อลงไปอีก เช่นที่หลายคนเชื่อว่าหลีกเลี่ยงไม่พ้น ก็อาจจะยิ่งทำให้เกษตรกรของเราเดือดร้อนหนักขึ้น

ผมใคร่ขอเสนอแนวทางในการแก้ปัญหา ดังนี้

หนึ่ง เร่งดำเนินการเรื่องการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยที่กำหนดไว้ไร่ละ 1,000 บาท จำกัดรายละไม่เกิน 15 ไร่ เพราะการส่งเม็ดเงินให้ถึงมือจะช่วยบรรเทาอารมณ์และความเดือดร้อนลงได้ในระดับหนึ่ง ที่ผ่านมามีเสียงบ่นว่ายังได้รับกันไม่ทั่วถึง

หากไร่ละ 1,000 บาทไม่เพียงพอ จะปรับเป็น 1,500-2,000 บาทก็ได้ แต่ควรให้เท่าเทียมกันสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพืชทุกประเภท ทั้งนี้จะเป็นไร่ละกี่บาทขึ้นอยู่กับความสามารถทางด้านการคลังว่าจะแบกรับภาระได้มากน้อยเพียงไร

แน่นอนว่าวิธีนี้ไม่สามารถทดแทนราคายางกิโลกรัมละ 100 บาท หรือราคาข้าวตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่อย่างน้อยก็ดีกว่าการพยายามบิดเบือนราคาตลาดโลก ซึ่งรังแต่จะนำไปสู่ความล้มเหลว

สอง รัฐบาลสามารถเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรที่เดือดร้อนด้วยการช่วยพัฒนาทักษะและช่วยหางานให้ในภาคเศรษฐกิจอื่น เช่น ภาคอุตสาหกรรมหรือก่อสร้าง ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่ไทยขาดแคลนแรงงานอยู่แล้ว

ที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรทำ ไม่ว่าแนวโน้มราคาพืชผลจะเป็นเช่นไร เพราะในระยะยาวเราหนีไม่พ้นต้องพยายามเพิ่มผลผลิตต่อหัวในภาคเกษตรกรรมด้วยการลดสัดส่วนของประชากรที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจนี้ลง

สาม ที่ผ่านมาเราถนัดเรื่องขยายกำลังผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และอื่นๆ แต่เราไม่ได้พัฒนาประโยชน์ใช้สอยของผลผลิตเหล่านี้ ทำให้ในที่สุดเกิดปัญหากำลังผลิตมีมากเกินความต้องการและราคาตกต่ำ

ยกตัวอย่างเรื่องข้าว อุปสงค์ไม่ได้เติบโตตามการขยายตัวของประชากรและของเศรษฐกิจโลก คนรุ่นใหม่หันไปบริโภคอาหารประเภทแซนด์วิชมากขึ้น ซึ่งใช้ขนมปังที่ทำจากข้าวสาลี

เรื่องยางพาราก็เช่นกัน การใช้สอยส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ในขณะที่ยางสังเคราะห์ยิ่งนับวันยิ่งมีบทบาทมากขึ้น มีสูตรส่วนผสมต่างๆ เพื่อให้ได้คุณสมบัติเฉพาะตามที่ต้องการ จนในปัจจุบันยางสังเคราะห์ครองตลาดถึง 2 ใน 3 ของโลกเข้าไปแล้ว

ผมรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่เก่งเรื่องวิจัยและพัฒนา แต่ก็ถึงเวลาต้องพยายามกันแล้ว สำหรับพืชผลทุกชนิดที่เราเป็นผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่

เรื่องสุดท้าย นายกรัฐมนตรีอาจต้องขอความร่วมมือจาก ธปท.อย่างเงียบๆ ให้ช่วยเอาราคาน้ำมันกับราคาพืชผลเกษตรเข้าไปอยู่ในสมการค่าเงินบาทด้วย เพราะเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นจำนวนมาก

หากทำได้ตามนี้ ค่าเงินบาทน่าจะอ่อนลงหลายเปอร์เซ็นต์ และราคายางพาราน่าจะสูงขึ้นได้กิโลกรัมละหลายบาท

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท