
ผวา ‘รูเบิ้ลดิ่งเหว’ จุดชนวนวิกฤตศก.โลก
สร้างความตกใจให้กับทั่วโลกสำหรับความเคลื่อนไหวที่สกุลเงินรูเบิ้ลอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้ธนาคารกลางรัสเซียจะพยายามสกัดภาวะดังกล่าวด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 17% แต่ก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์ไว้ได้
สร้างความตกใจให้กับทั่วโลกสำหรับความเคลื่อนไหวที่สกุลเงินรูเบิ้ลอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา แม้ธนาคารกลางรัสเซียจะพยายามสกัดภาวะดังกล่าวด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น 17% แต่ก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์ไว้ได้
เศรษฐกิจรัสเซียอยู่ในสภาพอ่อนแอตลอดปี 2014 จากการคว่ำบาตรของโลกตะวันตก กอปรกับราคาน้ำมันที่ร่วงอย่างฮวบฮาบกลายเป็นปัจจัยที่สะเทือนถึงเศรษฐกิจรัสเซียที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถึง 70% ของสัดส่วนการส่งออกทั้งหมด
สภาพเศรษฐกิจของรัสเซียทำให้ค่าเงินรูเบิ้ลอ่อนค่าลงถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงต้นปี เหตุจากนักลงทุนไม่ไว้ใจสภาพเศรษฐกิจที่ง่อนแง่นจนทำให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออก
แม้ธนาคารกลางรัสเซียจะพยายามสกัดกั้นภาวะ “การหอบทุนหนีออกนอกประเทศ” ด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายรอบ และรอบล่าสุดปรับขึ้นรวดเดียวจาก 10.5% เป็น 17% แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งภาวะทุนไหลออกได้ ซ้ำร้ายการปรับขึ้นดอกเบี้ยยังเป็น “ดาบสองคม” ที่ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศสูงขึ้นแม้เศรษฐกิจจะยังอ่อนแอ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเร่งให้เกิดภาวะทุนไหลออก โดยค่าเงินรูเบิ้ลที่ร่วงลงจาก 68 รูเบิ้ล/เหรียญสหรัฐ เป็น 80 รูเบิ้ล/เหรียญสหรัฐ ภายในวันเดียว หลังจากธนาคารกลางรัสเซีประกาศปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งประวัติศาสตร์
สภาพเศรษฐกิจรัสเซียที่ย่ำแย่สร้างความวิตกไปทั่วในหมู่นักลงทุน ว่าวิกฤตเศรษฐกิจรัสเซียจะกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิด “วิกฤตการเงินโลกรอบใหม่” เพราะสถาพเศรษฐกิจแดนหมีขาวในขณะนี้มีปัจจัยที่คล้ายกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตการเงินเอเชียปี 1997 (วิกฤตต้มยำกุ้ง) เป็นอย่างยิ่ง ทั้งราคาน้ำมันที่ดิ่งลง และค่าเงินรูเบิ้ลที่ร่วงลงอย่างรุนแรง
ทั้งนี้ ค่าเงินรูเบิ้ลที่เตี้ยต่ำกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่รัสเซียจะผิดนัดชำระหนี้ โดยการอ่อนตัวถึง 50% เท่ากับรัสเซียมีปริมาณหนี้สินที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามสัดส่วนอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งหากรัสเซียผิดนัดชำระหนี้เช่นเดียวกับในปี 1998 ก็จะทำให้สถาบันการเงินต่างชาติที่ปล่อยกู้ให้กับแดนหมีขาวสูญเงินหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากการอ่อนค่าของสกุลเงินยังทำให้เศรษฐกิจรัสเซียซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีมูลค่าลดลงตามการดิ่งลงของรูเบิ้ล รัฐบาลแดนหมีขาวคาดว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจรัสเซียในปีนี้จะหดตัวราว 5%
แน่นอนว่า ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาจะส่งผลกระทบต่อชาติที่ส่งออกไปรัสเซียทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งคู่ค้ารายใหญ่ของรัสเซียก็คือจีนและเยอรมนี โดยรัสเซียมีมูลค่านำเข้าสินค้าที่ราว 3.24 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ด้านจีน ความวุ่นวายในรัสเซียทำให้ราคาหุ้นกู้ของธุรกิจรัสเซียสกุลเงินหยวน (ติ่มซำบอนด์) ปรับตัวลดลงมากที่สุดในรอบ 15 เดือน โดยติ่มซำบอนด์ของธนาคารก๊าซพรอมและธนาคารวีทีพีปรับ
ลดลงเฉลี่ย 1.65%
ในทำนองเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวยังกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ด้วย โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งนักลงทุนเริ่มสังเกตว่าราคาน้ำมันโลกที่ลดลงไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีเท่าที่ควร เนื่องจากรัฐบาลต่างกันเงินส่วนต่างเข้ากองทุนน้ำมันหรือคลัง
สะท้อนได้จากกรณีของอินเดีย ที่รัฐบาลนิวเดลีอาศัยจังหวะราคาน้ำมันขาลงในการเก็บเงินเข้ากองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน จนการใช้จ่ายของผู้บริโภคไม่โต เมื่อเกิดการปะทุของวิกฤตค่าเงินในรัสเซีย จึงเป็นการจุดชนวนให้เกิดการเทขายเงินรูปี จนค่าเงินแดนภารตอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 13 เดือน นอกจากนี้ด้านนักลงทุนเองกำลังจับตา “กลุ่มค่าเงินอ่อนไหว” อันได้แก่สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ทั้ง อินเดีย อินโดนีเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี อย่างใกล้ชิดหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว
วิกฤตค่าเงินรูเบิ้ลในครั้งนี้ถือว่าหนักหน่วงและกระทบในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่พญาอินทรี สหรัฐ คู่แข่งตลอดกาลของรัสเซีย โดยดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลง 0.65% ขณะที่ดัชนีสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ดิ่งลง 0.65% เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ดูเหมือนรัฐบาลวอชิงตันจะไม่สะทกสะท้านต่อผลกระทบดังกล่าวมิหนำซ้ำยังมีท่าทีจะประกาศขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2009 อีกด้วย ซึ่งจะเกิดภาวะทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับเข้าสู่สหรัฐ นับเป็นไพ่ตายที่สหรัฐจะใช้ปิดฉากเศรษฐกิจรัสเซียที่กำลังอ่อนแอในขณะนี้
เหตุการณ์การดิ่งลงของค่าเงินรัสเซียนับเป็นการจุดระเบิดให้ภาวะทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ปะทุขึ้นแล้ว และยิ่งหากสหรัฐประกาศการขึ้นดอกเบี้ย ไม่พ้นตลาดเกิดใหม่ต้องถูกสหรัฐสูบเงินจน “เลือดไหลหมดตัว”







