posttoday
กมธ.ยกร่างฯส่งสัญญาณคว่ำนายกฯทางตรง

กมธ.ยกร่างฯส่งสัญญาณคว่ำนายกฯทางตรง

17 ธันวาคม 2557

กมธ.ยกร่างฯส่งสัญญาณคว่ำข้อเสนอเลือกนายกฯโดยตรง หวั่น ผู้นำประเทศอ้างเสียงประชาชนไม่ฟังใคร

กมธ.ยกร่างฯส่งสัญญาณคว่ำข้อเสนอเลือกนายกฯโดยตรง หวั่น ผู้นำประเทศอ้างเสียงประชาชนไม่ฟังใคร

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ ตัวแทนของคณะกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ แสดงท่าทีของคณะกมธ.ต่อกระบวนการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีว่ายังไม่มั่นใจว่าหลักประกันว่าหากเปลี่ยนมาเป็นระบบการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงแล้วจะทำให้การใช้เงินเพื่อเข้าสู่อำนาจทางการเมืองลดน้อยลง

"ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน ท่านเคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ2540 ได้ปรารภไว้ในการประชุมกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันไม่ต่ำกว่า 2-3ครั้งว่าท่านเคยเชื่อว่าการใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้งจะไม่มีการซื้อเสียง หรือซื้อเสียงน้อยลง แต่ปรากฏว่ากลับมีการซื้อเป็นระบบมากขึ้น จึงต้องเป็นที่พวกเรายังมีความสงสัยอยู่ว่าถ้าเราหันกลับมาใช้นวัตกรรมการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีไปพร้อมกับการเลือกตั้งสส.ภายในวันเดียวกันแล้วมันจะมีผลอะไรที่แตกต่างไปจากการเลือกตั้งสส.ระบบบัญชีรายชื่อและระบบเขตแบบของเดิม"นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า การนำหลักการแบ่งแยกอำนาจมาใช้ประเทศไทยนั้นเคยทำมาแล้วสมัยรัฐธรรมนูญพ.ศ.2511 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และในรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540ได้นำเอาความสำเร็จของระบบกึ่งรัฐสภาหรือระบบกึ่งประธานาธิบดีที่เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่2 มาประยุกต์ใช้ เสมือนให้มีการเลือกคณะรัฐมนตรีผ่านการเลือกตั้งสส.ระบบบัญชีรายชื่อ พร้อมกับมีมาตรการคุ้มครองนายกรัฐมนตรีเป็นพิเศษ มีข้อดี คือ เราได้รัฐบาลที่ครบเทอมเป็นครั้งแรก แต่มีผลข้างเคียง คือ เกิดสภาพที่รัฐบาลมีความเข้มแข็งมากจนสามารถครอบงำสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผลปรากฎชัดในเลือกองค์กรอิสระ

"คณะรัฐมนตรีที่ได้ปกครองประเทศตามระบบการเลือกตั้งโดยตรงนั้นจะต้องได้รับเลือกด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่า 20 ล้านเสียง สิ่งที่เราจะได้ยินก็คงเป็นว่ามาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งประเทศ มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน 20 ล้านเสียง แน่นอนว่าถ้าเราได้คณะรัฐมนตรีที่ดีตามที่คณะกมธ.ปฏิรูปการเมือหวังไว้จะเป็นรัฐบาลที่มั่นคงอย่างยิ่ง แต่ถ้าเป็นตรงกันข้ามอะไรจะเกิดขึ้น มีโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นได้" นายคำนูณ กล่าว

นายคำนูณ กล่าวอีกว่า แนวคิดเรื่องการเลือกนายกรัฐมนตรีทางตรงไม่ใช่ของใหม่ มีมาตั้งแต่ปี 2512 และในปี 2516 และ2517 ช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2517 เรืออากาศตรีฉลาด วรฉัตร เคยเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญพ.ศ.2521 ต่อพรรคประชาธิปัตย์เมื่อปี 2530 แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากมีผู้ใหญ่ในสังคมและนักวิชาการเห็นว่าไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐอยู่ ที่พูดมานี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เสนอแนวคิดนี้ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบันจะมีความมิบังควรแต่ประการใด แต่ว่าในการออกแบบระบบการเมืองของประเทศนั้นเราจำเป็นต้องรอบคอบ

"ประเทศไทยเลือกรูปแบบการปกครองระบบรัฐสภามา 82 ปี คือ ประชาชนเลือกผู้แทนราษฎร ผู้แทนราษฎรทำหน้าที่เลือกนายกรัฐมนตรีและทูลเกล้าให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี การเลือกระบบนี้เพราะเชื่อว่าเหมาะสมกับประเทศไทยที่สุดแล้วที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดระยะเวลา 82 ปีมาพอเสร็จสิ้นการเลือกตั้งสส.เมื่อไหรก็ถือว่าสส.ทั้งสภาได้ดำรงตำแหน่งสส.ไม่ต้องมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งอีก เพราะถือว่าประชาชนเลือกตั้งเข้ามา และถือเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ตัวแทนของประชาชนนั้นจะเลือกนายกรัฐมนตรี หรือถวายคำแนะนำแด่พระมหากษัตริย์เพื่อให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามคำแนะนำนั้น ผมยังคงเห็นว่าเป็นการออกแบบที่เราลงตัวและเป็นทฤษฎีที่เรายึดถือกันมา หากเราเปลี่ยนมาเป็นการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรง ประเพณีปฏิบัติเหล่านี้อาจต้องเกิดคำถามขึ้นมาและหลังจากเกิดคำถามนั้นแล้วผมก็ยังไม่สามารถหาคำอธิบายในทางทฤษฎีได้"

โฆษกคณะกมธ.ยกร่างฯ อธิบายเพิ่มว่า จริงอยู่ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองได้เสนอว่าทุกอย่างยังเป็นเหมือนเดิมที่ให้พระมหากษัตริย์มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดในแต่ละฝ่าย แต่ไม่ทราบว่าจะต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯคณะรัฐมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งจาก 20 ล้านเสียงหรือไม่ หรือถ้าในทางบริหารอาจเกิดปัญหาว่าคณะรัฐมนตรีทำงานด้วยกันไม่ได้ เช่น นายกรัฐมนตรีอาจมีมุมมองที่แตกต่างจากรมว.คลังในเรื่องการเก็บภาษี แบบนี้จะทำอย่างไร การอธิบายทางทฤษฎีที่ให้คนที่ได้รับเลือกมาจากคะแนน 20 ล้านเสียงเท่ากันจะปลดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี จะมีการอธิบายและให้เหตุผลในทางทฤษฎีอย่างไร

"จะมีเหตุผลอะไรที่จะไม่กระทบพระราชอำนาจและไม่ทำให้พระราชอำนาจตกอยู่ในความลำบากบางประการว่าการมีพระบรมราชโองการให้รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งพ้นจากตำแหน่ง คือ มีพระบรมราชโองการให้คนที่ประชาชนเลือกมา20 ล้านเสียงพ้นจากตำแหน่งโดยคำแนะนำของคนอีกคนหนึ่งที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ก็ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง 20 ล้านเสียงเท่ากัน อันนี้ผมยอมรับว่าอาจคิดได้ไม่รอบคอบ แต่ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนระบบใหม่ เราจะต้องงอธิบายได้โดยปราศจากข้อสงสัยและไม่พร้อมที่จะเอาบ้านเมืองไปเป็นการทดลองแต่ประการใด ทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างคำถามเท่านั้น"

นายคำนูณ กล่าวสรุปว่า เห็นว่าการเลือกตั้งคณะรัฐมนตรีโดยตรงอาจมีคำถามมากกว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวด้วยซ้ำไป แต่ผมเชื่อว่าแนวความคิดเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงมีมานานแล้วและสังคมไม่เห็นด้วย และเห็นว่าการเสนอขึ้นมาจะมีผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นต่อไป เสมือนหนึ่งว่าเรากินยารักษาโรคแต่เกิดผลข้างเคียงตามมา คำถามใหญ่ๆคือระบบรัฐสภาของเราหมดทางเยียวยาแล้วหรือ ถึงจะต้องเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ตัดสินใจแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท