posttoday
"เกียรติ สิทธีอมร"ชำแหละนโยบายพลังงาน ราคาน้ำมัน

"เกียรติ สิทธีอมร"ชำแหละนโยบายพลังงาน ราคาน้ำมัน

17 ธันวาคม 2557

"อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย"โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชำแหละนโยบายด้านพลังงาน และราคาน้ำมัน

"อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย"โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กชำแหละนโยบายด้านพลังงาน และราคาน้ำมัน

นายเกียรติ สิทธีอมร อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เรื่องนโยบายพลังงาน และราคาน้ำมัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ 

นโยบายพลังงาน : บทพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล

ผมได้ติดตาม นโยบายและการทำงานของรัฐบาลมาโดยตลอด มาถึงวันนี้รู้สึกว่ามีความกังวลในเรื่องที่ผมคิดว่า กระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นอย่างมาก จนต้องหันมาจับปากกาเขียนบทความนี้ มาเล่าสู่กันฟังอีกครั้งหนึ่ง

ตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2554 จนถึงกลางปี 2556 ผมได้ตั้งคำถามในสภาฯ ทุกโอกาสที่ทำได้ว่า เหตุใดที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกลดลงเฉลี่ยทั้ง 2 ปีถึงร้อยละ 3 แต่ราคาน้ำมันและพลังงานในประเทศกลับสูงขึ้นกว่าร้อยละ 15 และค่าไฟแพงขึ้นร้อยละ 20 ตามรายงานที่สภาพัฒน์ฯ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี และทำไมเราต้องนำเข้าก๊าซ LPG สำเร็จรูปในราคาแพงมาใช้ ทั้งที่เรามีก๊าซเพียงพอที่จะใช้ในประเทศ ถ้าไม่ปล่อยให้มีการลักลอบไปขายต่างประเทศในปริมาณที่มากเกือบเท่ากับที่ใช้ในภาคครัวเรือนทั้งหมด ที่พูดมาทั้งหมดนี้ไม่ได้กล่าวหาลอยๆ แต่เป็นข้อมูลของกระทรวงพลังงาน และเป็นข้อมูลที่มารายงานต่อกรรมาธิการพลังงานโดยหน่วยงานต่างๆในขณะนั้น แต่คงเดากันได้นะครับว่าคำถามเหล่านี้ พูดแล้วพูดอีก ถามแล้วถามอีก จนเบื่อตัวเองแล้ว  แต่ไม่เคยได้คำตอบอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายประจำ และถ้าตอบโจทย์นี้ได้ คงจะเข้าใจดีว่าแก่นแท้ของปัญหาอยู่ตรงไหน มีใครเกี่ยวข้องบ้าง…?
 
จากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 จนถึงจนถึงต้นเดือนธันวาคม ราคาน้ำมันโลกลดลงถึงร้อยละ 46 หรือเกือบครึ่งหนึ่ง แต่ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลดลงเพียงร้อยละ 25 และราคาหน้าปั๊มลดลงไม่ถึงร้อยละ 20 ยกเว้นน้ำมันดีเซลซึ่งคนใช้มากที่สุด ลดลงเพียงร้อยละ 4 ในขณะเดียวกันกำไรของโรงกลั่นเพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 43 ค่าการตลาดหรือกำไรในการขายน้ำมันเฉลี่ยสูงขึ้นร้อยละ 40 และเฉพาะส่วนของน้ำมันดีเซลค่าการตลาดเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 55 (ข้อมูลของกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 3 ธันวาคม 2557)
 
บทสรุปจากตัวเลขข้างต้น ก็เห็นได้ชัดว่า โรงกลั่นรวยขึ้น ผู้ค้าน้ำมันรวยขึ้น ทั้งทีประชาชนควรได้อานิสงส์จากราคาที่ลดลงแบบเต็มๆ แต่กลับได้เพียงพอเป็นกระสาย ที่รั่วหายไประหว่างทางกว่าครึ่งกลับไม่มีใครพูดถึง เรื่องนี้กระทรวงพลังงานนั่งอยู่เฉยไม่ได้เพราะไม่น่าจะเป็นนโยบายของนายกฯที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ดูท่าเหมือนตั้งใจที่จะคืนความสุขให้ประชาชนแบบจัดหนัก จัดเต็ม...! ในสัปดาห์ที่ผ่านมาทราบมาว่า นายกฯ ต้องทุบโต๊ะสั่งลดราคาน้ำมันลงมาอีก ก็ต้องขอบคุณแทนประชาชนด้วย แต่ผมบอกได้เลยว่ายังลดได้อีกมากครับ แล้วจะทำอย่างไรกับอ้อยที่เข้าปากช้างไปแล้วก่อนหน้านี้ครับ...?
 
ส่วนเรื่องก๊าซ LPG  ที่รัฐบาลชั่วคราวได้ทำไปแล้ว หรือกำลังจะทำ คือ
1) ลดราคาให้ภาคอุตสาหกรรมจากประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม มาอยู่ที่ประมาณ 24 บาทต่อกิโลกรัม
2) เพิ่มราคาในภาคครัวเรือนและขนส่ง จากกิโลกรัมละ 18 บาท เป็น 24 บาท
3) เปิดให้มีการส่งออกได้อย่างเสรี
4) ยกเลิกการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น

ถ้าทำกันแบบนี้ ก็บอกได้เลยว่าเข้าทางผู้ผลิตและผู้ค้าแบบเต็มๆอีก ส่วนประชาชนก็ต้องจำใจแบบไม่มีทางเลือก ต้องใช้ก๊าซหุงต้มในราคาที่แพงขึ้น และเมื่อภาคขนส่งต้องใช้เชื้อเพลิงในราคาที่แพงขึ้น แน่นอนที่สุดราคาสินค้าที่แพงอยู่แล้วก็ต้องแพงขึ้นไปอีก จากราคาค่าขนส่งที่ต้องขอปรับเพิ่มขึ้นตามราคาเชื้อเพลิง นโยบายแบบนี้ก็คือการเพิ่มความเลื่อมล้ำให้มากขึ้นไปอีก สวนทางกับนโยบายที่รัฐบาลได้ป่าวประกาศ ไว้ว่าจะลดความเลื่อมล้ำของสังคมไทย และหากปล่อยให้ส่งออกกันได้แบบเสรี ผู้ค้าคงรู้สึกเหมือนได้ “ขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น” จากที่เคยมีปัญหาก๊าซไม่พอใช้เพราะปล่อยให้มีการลักลอบจนต้องนำเข้าก๊าซ LPG ในราคาสูงมาชดเชยและเพิ่มภาระให้ประชาชนซึ่งมากโขอยู่แล้ว คราวนี้รายที่เคยได้ประโยชน์จากการขนไปขายแบบผิดกฎหมายในคดีอาญา ก็คงได้รับการนิรโทษกรรมไปตามๆ กัน และเชื่อได้เลยว่าจะต้องนำ LPG ในราคาแพงเข้ามามากขึ้นไปอีก แล้วมาเฉลี่ยต้นทุนส่งต่อภาระไปยังประชาชนทุกคนเพิ่มขึ้นอีกทอดหนึ่ง...!

วิธีคิดนโยบายเรื่องนี้ ไม่มีอะไรซับซ้อน ก๊าซ LPG ผลิตจากก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศ ถ้าไม่ปล่อยให้มีการลักลอบก็มีเพียงพอในการใช้ในประเทศ ผู้แทนกระทรวงพลังงานก็ยอมรับในเรื่องนี้ และก๊าซธรรมชาติเช่นเดียวกับน้ำมันดิบหรือเชื้อเพลิงประเภทอื่นๆ หากขุดพบในประเทศไทยก็ต้องถือว่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนทุกคนในประเทศ ไม่ใช่เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งนำไปใช้หรือไปขายเพื่อทำกำไรให้ตัวเอง เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ใครขุดพบอะไรในที่ดินของตัวเองคงรวยไปตามกัน แต่กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ซึ่งไม่ต่างกับประเทศอื่นๆ

ในเมื่อต้นทุนหน้าโรงกลั่นแยกก๊าซอยู่ที่ 16.54 บาท ตามข้อมูลของกระทรวงพลังงาน รัฐบาลย่อมมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะกำหนดภาษีที่บวกเข้าไป ในอัตราที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนมีภาระน้อยที่สุด ไม่จำเป็นที่จะต้องกำหนดราคาให้สูงเท่ากับราคาในตลาดโลก ที่ผู้ผลิตและผู้ค้าหลักของโลกได้บวกกำไรไปแล้วอย่างมาก  หากต้องการกำหนดราคาขายที่ 18 หรือ 20 บาทต่อกิโลกรัม ก็น่าจะพอยอมรับได้ ไม่มีใครขาดทุน ไม่มีการขายต่ำกว่าทุน ไม่ขัดหลักการค้าระหว่างประเทศ ไม่เป็นภาระที่สูงเกินไปสำหรับประชาชน

ส่วนภาคขนส่ง รัฐบาล สามารถแยกแยะระหว่างรถที่ใช้ในภาคขนส่งโดยตรงจากรถที่ใช้ส่วนตัว เพราะอยากใช้เชื้อเพลิงในราคาถูก และหากไม่ส่งเสริมให้ใช้ก็สามารถกำหนดภาษีป้ายทะเบียนให้มีอัตราที่แตกต่างกันได้อย่างเป็นธรรมขึ้นอยู่กับประเภทการใช้งาน ในภาคขนส่งนี้อัตราการใช้ก๊าซไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงผิดปกติ หลักคิดเดียวกันนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้กับกรณีที่ไม่ต้องการส่งเสริมให้คนมีฐานะหันมาใช้น้ำมันดีเซลกันมากเพราะราคาถูกเช่นกัน ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมและน่าจะบริหารจัดการได้ไม่ยากนัก

สำหรับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในส่วนนี้มีการใช้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วงเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมาและใช้มากถึงประมาณร้อยละ35 ของการใช้ LPG ทั้งหมด บริษัทเหล่านี้เสามารถขายผลผลิตได้ในราคา ที่ขึ้นลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่กลับซื้อก๊าซ LPG ด้วยสัญญาระยะยาวได้ในราคาประมาณ 20 บาทต่อกิโลกรัม ต่ำกว่าราคาก๊าซ LPG ในตลาดโลกอย่างมาก  ทำอย่างนี้ก็ย่อมไม่เป็นธรรมกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ และทำให้บริษัทเหล่านี้ได้กำไรมากมายมหาศาล โดยการเพิ่มภาระให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อย่างนี้จะเป็นธรรมหรือครับ... ?? ถ้าซื้อก๊าซ LPG ในราคาตลาดโลกก็จะเป็นธรรม แข่งขันได้ ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบและควบคุมได้ไม่ยาก

ในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็มีการใช้ก๊าซ LPG ในสัดส่วนประมาณน้อยละ 11 และเพิ่มขึ้นในช่วง  5-6 ปีไม่มากนัก อุตสาหกรรมเหล่านี้เคยซื้อก๊าซในราคาประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม หากมีการปรับลดลงตามราคาในตลาดโลกก็ไม่ว่าอะไร แต่การตั้งเป้าหมายว่าจะต้องเป็นราคาเดียวกันกับภาคครัวเรือน  ย่อมไม่ใช่นโยบายที่ถูกต้อง เรื่องนี้ต้องกลับไปดูแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม และเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง แล้วนำมาพิจารณาว่ายุทธศาสตร์ของประเทศในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี้ต้องไม่ให้เป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชนทั่วไปในภาคครัวเรือน
สำหรับคนที่ชอบมาอ้างกลไกตลาด ในเรื่องน้ำมันและก๊าซ ช่วยกลับไปศึกษาให้ละเอียดกันหน่อยครับ  ทุกคนในวงการค้าระหว่างประเทศทราบดีครับว่า ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่มีกลไกตลาดมากำหนดราคา  มีแต่ราคาตลาดที่กำหนดโดยกลุ่มประเทศผู้ผลิตรายใหญ่  หลายประเทศก็เลือกที่จะมีนโยบายให้ประชาชนในประเทศของเขาได้ใช้ราคาพลังงานในราคาต่ำ เรื่องนี้เป็นข้อยกเว้นในองค์กร  การค้าโลกตั้งแต่ต้น ไม่รู้ทำไมบางคนกลับมาอ้างผิดๆอย่างไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลย... ?

ในเรื่องก๊าซ LPG ประเทศเรามีพอใช้ แต่ที่ไม่พอก็เพราะถังมันรั่วจากการลักลอบ พอต้องไปซื้อของแพงมาเติมถังให้เต็ม ก็มาเฉลี่ยให้คนทั่วไปซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ไม่ได้ลักลอบไปขาย มาแบกรับภาระด้วย  แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาอุดรูรั่วของถัง เข้าใจยากจริงๆ แต่ก็รู้อยู่ว่ามีหลายคน หลายบริษัทที่ได้ประโยชน์เพราะถังมันรั่วพรุนไปหมด... !

รัฐบาลมีทางเลือกมากมายที่จะกำหนดนโยบายด้านพลังงานที่เหมาะสม แต่สิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังมาจนถึงวันนี้ ต้องบอกเลยว่า “ไม่ใช่และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง” ถ้ารัฐบาลจริงใจก็ยังสามารถแก้ไขและปรับเปลี่ยนได้ ถ้าเริ่มจากหลักความคิดที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นสมบัติของประเทศ เป็นของคนไทยทุกคน โอกาสผิดพลาดก็มีน้อย วันที่รัฐบาลเข้ามาเริ่มบริหารประเทศ ประชาชนคาดหวังอย่างมาก ที่จะเห็นการปฏิรูปพลังงานที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว ประชาชนไม่ไว้ใจเพราะเชื่อว่ามีการบิดเบือนข้อมูล มีการดำเนินกิจการอย่างไม่โปร่งใส ถ้าจะเริ่มปฏิรูปก็น่าจะเริ่มด้วยการเปิดเผยความจริงที่สังคมสงสัยทั้งหมดเสียก่อน ซึ่งทำได้โดยไม่ต้องรอแก้กฎหมายอะไรเลย จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นข้อมูลต้นทุนก๊าซที่ปากหลุม  ยังไม่เห็นการแยกบัญชี หน่วยธุรกิจของกลุ่มปตท. ยังไม่เห็นการแก้ปัญหาการผูกขาดและอำนาจเหนือตลาดของกลุ่ม ปตท. ยังไม่เคยได้ยินว่าจะปฏิรูปพลังงานอย่างไร จะทำอะไร เร็วช้าแค่ไหน ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการปฏิรูป น่าเป็นห่วงจริงๆครับ แต่คงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากเฝ้าคอยอย่างมีความหวังต่อไปครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท