
น้ำมันลด สะท้อนตลาดขนาดไหน?
ขณะที่เขียนบทความนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ปรับโครงสร้างราคาขายปลีก มีผลให้ราคาน้ำมันลดอีกรอบ เบนซิน 2 บาท ดีเซล 1 บาท แต่ก็คงจะยังไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่าย
ขณะที่เขียนบทความนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ปรับโครงสร้างราคาขายปลีก มีผลให้ราคาน้ำมันลดอีกรอบ เบนซิน 2 บาท ดีเซล 1 บาท แต่ก็คงจะยังไม่เป็นที่พอใจของหลายฝ่าย
บทความที่แล้วเล่าเรื่องการใช้เงินกองทุนน้ำมันและการลดภาษีสรรพสามิตเพื่ออุดหนุนราคาขาขึ้นไม่ให้แพง คือไม่สะท้อนราคาตลาด รัฐบาลใดมีความรับผิดชอบจะไม่สามารถเอาใจประชาชนให้ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง พอถึงขาลงจึงไม่สามารถสะท้อนราคาตลาดได้ทันที แต่จำเป็นจะต้องใช้หนี้กองทุนและสร้างเงินสำรองระดับหนึ่ง รวมทั้งเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มบ้าง เป็นสาเหตุหลักที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดได้น้อย
มองอีกมุมคือ ได้มีการลดดีเซลไปล่วงหน้าแล้วนั่นเองด้วยนโยบายตรึงราคาที่ 30 บาท ส่วนเบนซินและแก๊สโซฮอล์ไม่เป็นปัญหานัก เพราะขาขึ้นถูกปล่อยให้ขึ้นพอสมควร แถมแพงเป็นพิเศษเพราะมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพื่ออุดหนุนราคา LPG เมื่อมีการเริ่มปรับโครงสร้าง LPG ราคาเบนซิน 95 ในบางช่วงจึงสามารถลดมากกว่าราคา ณ โรงกลั่นด้วยซ้ำ
บทความนี้จะไล่ดูการเปลี่ยนแปลงให้ตลอดสาย ตั้งแต่น้ำมันดิบ ตลาดสิงคโปร์ ราคา ณ โรงกลั่นไทย จนถึงราคาขายปลีกซึ่งได้วิเคราะห์ไปบ้างแล้ว
ถ้าเปรียบเทียบราคาเฉลี่ยของเดือน มิ.ย.กับต้นเดือน ธ.ค. พบว่า น้ำมันดิบดูไบลดลง 40% แต่เบนซิน 95 ที่สิงคโปร์ลดลงเพียง 38% ส่วนดีเซลลงแค่ 32% (ทั้งหมดเป็นเงินเหรียญสหรัฐ) อาจมีหลายปัจจัยรวมทั้งการอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งราคาดีเซลจะสูงเพราะเป็นน้ำมันที่ใช้ผลิตความร้อน แต่ถ้าเป็นกลางปีเบนซินมักจะสูงกว่าเพราะใช้มากในฤดูร้อน ที่เรียก Driving season ของสหรัฐ อนึ่ง ที่บางคนชอบเทียบราคากับสหรัฐ ควรจะต้องแยกแยะราคาเนื้อน้ำมันออกจากภาษีด้วยหากไม่มีเจตนาบิดเบือน
พอมาดูราคาหน้าโรงกลั่นไทยซึ่งแสดงเป็นเงินบาท ปรากฏว่าเบนซิน 95 ลดลงเพียง 34% ดีเซล 26% อัตราการลดของเบนซินน้อยกว่าตลาดสิงคโปร์ 4% ดีเซล 6% ดูไม่ดี! แต่ก็มีเหตุมีผลที่พอจะวิเคราะห์ได้ ดังนี้
(1) เงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้น 0.8%
(2) time lag หรือการทอดเวลาในช่วงที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว โดยสูตรที่กระทรวงพลังงานใช้ทำราคาอ้างอิง ณ โรงกลั่นเป็นราคาของ Platts 2 วันล่าสุดโดยให้น้ำหนัก 2/3 กับวันวานและ 1/3 กับวันวานซืน time lag นี้อธิบายความแตกต่างได้ 1.5% สำหรับเบนซิน 1.0% สำหรับดีเซล
(3) Premium หรือส่วนเพิ่มที่เกิดจากค่าขนส่ง ค่าปรับคุณภาพ และค่าสำรองน้ำมัน ซึ่งรวมแล้วตกประมาณ 1 บาท/ลิตร ถ้า Premium โดยรวมยังไม่ปรับลดตามราคาน้ำมัน ก็จะอธิบายความแตกต่างได้ 1.4% สำหรับเบนซิน 1.2% สำหรับดีเซล
(4) ดีเซลของไทยเป็นไบโอดีเซล B7 ซึ่งแปลว่า ทุกลิตรที่เราเติมมีน้ำมันปาล์มอยู่ถึง 6-7% ในช่วงที่เปรียบเทียบราคาส่วนผสมนี้ได้เพิ่มขึ้นจาก 29 เป็น 34.6 บาท/ลิตร ซึ่งจะอธิบายความแตกต่างได้อีก 3.5%
การวิเคราะห์เบื้องต้นสามารถอธิบายความแตกต่างได้แทบทั้งหมด แต่ก็บ่งชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะพิจารณาองค์ประกอบต่างๆ ใหม่ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาทิ การกำหนดราคาของส่วนผสมน้ำมันปาล์มซึ่งเป็นลักษณะ Cost+ ไม่อิงราคาตลาดภายนอกนั้น ไม่จูงใจผู้ผลิตให้เน้นประสิทธิภาพ และอาจเป็นภาระต่อผู้บริโภคโดยไม่ชัดเจนว่าปกป้องเกษตรกรเพียงพอ หรือการใช้ราคาอ้างอิงของ Euro4 โดยตรงที่ Platts เริ่มมีแล้วสำหรับดีเซล ซึ่งจะทำให้ราคาอ้างอิงลดได้มากกว่าในช่วงที่ผ่านมา
อนึ่ง ราคา ณ โรงกลั่นที่กระทรวงพลังงานประกาศเป็นเพียงราคาอ้างอิง ราคาที่ขายจริงขึ้นอยู่กับสภาพตลาดของแต่ละโรงกลั่น รวมถึงการแข่งขันในตลาดโดยรวมด้วย อย่างน้อยราคาอ้างอิงจะเป็นเพดานไม่ให้ขายเกินกว่านั้น
สิ่งที่ควรปฏิรูปเป็นอย่างน้อยคือ ให้ ปตท.ขายหุ้นในบางโรงกลั่นออกไปบ้างเพื่อกระจายความเป็นเจ้าของ และให้รัฐส่งเสริมการนำเข้า จะทำให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น รวมทั้งการปฏิรูป พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้าให้ครอบคลุมรัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.และให้มีคณะกรรมการการแข่งขันที่เข้มแข็งกว่าเดิม อันที่จริงการที่กำลังกลั่นในประเทศเกินกว่าความต้องการในปัจจุบันนั้น ควรจะเพิ่มดีกรีการแข่งขันในด้วยซ้ำ
จากราคา ณ โรงกลั่นถึงราคาขายปลีกหน้าปั๊ม นอกจากมีกองทุนและภาษีแล้ว ยังมีค่าการตลาด ซึ่งเป็นทั้งค่าใช้จ่าย เงินลงทุนและกำไรของผู้ค้าปลีกกับเจ้าของปั๊ม มีวัฏจักรคือ เวลาที่ราคาตลาดเป็นขาขึ้นค่าการตลาดมักจะถูกบีบ แต่เมื่อเป็นขาลงก็จะสูงกว่าปกติ ดังจะเห็นว่าค่าเฉลี่ยเดือน มิ.ย.ของเบนซินอยู่ที่ 1.44 บาท/ลิตร ดีเซล 1.41 บาท/ลิตร เทียบกับต้นเดือน ธ.ค.ของเบนซินที่ 3.92 บาท/ลิตร ดีเซล 1.95 บาท/ลิตร ซึ่งควรจะปรับตัวลงมาเมื่อราคาตลาดเริ่มเสถียร อีกทั้งเป็นหน้าที่กระทรวงพลังงานที่จะกำกับดูแลให้ค่าการตลาดอยู่ในระดับที่เหมาะสมด้วย
แต่ควรส่งเสริมการแข่งขันให้มากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันไม่คึกคักเหมือนในช่วงที่เคยมี BP Q8 และ Jet ซึ่งม้วนเสื่อกลับไปเพราะนโยบายรัฐ ที่ใช้ ปตท.นำตลาดขายของถูกๆ ทำให้ขาดทุนไปตามๆ กัน
สรุปว่ารัฐสมควรปรับโครงสร้างตามที่รัฐบาลชุดนี้ได้กล้าหาญประกาศไว้ โดยควรพิจารณาองค์ประกอบราคาอ้างอิงให้เหมาะสมด้วย เพื่อให้ได้ราคาสำหรับผู้บริโภคที่เป็นธรรม โดยสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในตลาดอย่างแท้จริง







