posttoday
‘ดอกเบี้ย-คิวอี-น้ำมัน’ เขย่าขวัญศก.โลกปีหน้า

‘ดอกเบี้ย-คิวอี-น้ำมัน’ เขย่าขวัญศก.โลกปีหน้า

17 ธันวาคม 2557

นับแต่เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 ที่มีสาเหตุมาจากการพังครืนของสถาบันการเงินขนาดยักษ์ของสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบเชิงลบเป็นลูกโซ่ไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องตัดสินใจยับยั้งไม่ให้วิกฤตที่เกิดขึ้นลุกลามกว้างขึ้นจนระบบเศรษฐกิจพังทลาย โดยงัดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาใช้ เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม

นับแต่เกิดวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ในปี 2008 ที่มีสาเหตุมาจากการพังครืนของสถาบันการเงินขนาดยักษ์ของสหรัฐ ที่ส่งผลกระทบเชิงลบเป็นลูกโซ่ไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก จนธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องตัดสินใจยับยั้งไม่ให้วิกฤตที่เกิดขึ้นลุกลามกว้างขึ้นจนระบบเศรษฐกิจพังทลาย โดยงัดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาใช้ เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบการเงิน และกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวให้กลับมาฟื้นตัวได้ดังเดิม

แม้จะผ่านจุดวิกฤตทางการเงินมาเกือบ 7 ปี แล้ว ทว่าการเสพติดสภาพคล่องของตลาดเงินและตลาดทุนหลายภูมิภาคของโลก จากการแทรกแซงนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางในเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกก็ยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง อันหมายถึง ภาคการผลิตและบริการตามโครงสร้างเศรษฐกิจทุนนิยม กลับกลายเป็นภาคส่วนที่เชื่อมโยงกับตลาดโลกน้อยกว่าภาคการเงินและการลงทุน ซึ่งมิใช่การบริโภคสินค้าและบริการอันแท้จริง

นักวิเคราะห์ทั้งหลายจึงคาดการณ์แนวโน้มสภาพตลาดโลกในปี 2015 ว่า น่าจะมีทิศทางที่เปลี่ยนแปลงไปตามการขยับตัวของธนาคารกลางในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลเหนือตลาดเงิน
และตลาดทุนทั่วโลกไปแล้ว เห็นได้
ชัดเจนจากการตอบรับในเชิงบวกของตลาดหุ้นภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ เมื่อธนาคาร
กลางหลายแห่งอัดฉีดเม็ดเงิน
เสริมสภาพคล่อง หรือประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

สวนทางกับภาคการผลิตอันเป็นเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งไม่ได้รับอานิสงส์เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก เมื่อเทียบกับกับตลาดเงินและตลาดทุน แสดงให้เห็นจากตัวเลขเศรษฐกิจจากผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรม การนำเข้า-ส่งออก หรืออัตราการว่างงาน ที่ค่อยๆ ขยับฟื้นตัวอย่างช้าๆ หรือยังอยู่ในภาวะผันผวน ขณะที่ภาคตลาดเงินตลาดทุนสามารถขยายตัวได้อย่างร้อนแรงนับตั้งแต่ต้นปี 2014

อย่างไรก็ดี แมทธิว ลัวร์ ผู้จัดการด้านยุทธศาสตร์การลงทุนของบริษัท แอกซ่า วิเคราะห์สภาพตลาดโลกในปี 2015 ว่า นโยบายทางการเงินที่แตกต่างกันของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ น่าจะสร้างความผันผวนอย่างสูงทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อตลาดการเงินโลกในปี 2015 โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหุ้นและทองคำ ซึ่งจะมีการปรับตัวเป็นไปในทิศทางที่อ้างอิงกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่นั่นเอง

เริ่มจากสหรัฐและสหราชอาณาจักร ที่ใช้มาตรการคิวอีและการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อดูแลเสถียรภาพระบบการเงินก่อนประเทศอื่นๆ ก็เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวกลับมาแข็งแกร่ง และคาดว่าน่าจะขยับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นได้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณเงินทุนในตลาดต่างๆ ไหลกลับไปยังสหรัฐและอังกฤษ และยังทำให้ค่าเงินทั้งเหรียญสหรัฐและปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษแข็งค่ามากขึ้น จนกดให้ค่าเงินในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง ซึ่งจะกระทบต่อการนำเข้าสินค้า และส่งผลร้ายต่อผู้บริโภคและธุรกิจขนาดเล็กด้วย

ขณะที่มหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์ 2 และ 3 ของโลก ทั้งจีนและญี่ปุ่น เพิ่งจะเริ่มตื่นตัวงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาพยุงภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการใช้มาตรการคิวอีของญี่ปุ่น เพื่อพลิกฟื้นภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวในปีหน้า ส่วนจีนก็อัดฉีดเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องแก่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศแล้วเกือบ 1 ล้านล้านหยวน (ราว 4.77 ล้านล้านบาท) รวมถึงประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เพื่อสร้างความมั่นใจว่า เศรษฐกิจแดนมังกรจะไม่เผชิญสภาวะอันตรายจากการชะลอตัวอย่างหนัก (ฮาร์ด แลนดิ้ง) แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปัจจุบันจะไม่ร้อนแรงเช่นในอดีตก็ตาม

ฝากฝั่งยุโรปที่กำลังประสบปัญหาอัตราเงินเฟ้อต่ำเตี้ยเรี่ยดินจนเสี่ยงจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืด ผนวกกับเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ในระดับย่ำแย่ ก็เป็นแรงกดดันให้อีซีบีต้องเร่งหาทางรับมือกับวิกฤตดังกล่าว ที่อาจนำไปสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้ ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า อีซีบีจำเป็นต้องงัดมาตรการคิวอีมาใช้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2015 หลังมาตรการกระตุ้นในหลายโครงการยังไม่อาจช่วยให้ภาคเศรษฐกิจมีความหวังว่าจะฟื้นกลับมาได้

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงอย่างหนักช่วงครึ่งปีหลังของปี 2014 และมีแนวโน้มว่าจะยังปรับตัวลดลงในปี 2015 ถือเป็นปัจจัยแทรกซ้อนสำคัญที่ฉุดเศรษฐกิจโลกในปีหน้าให้เติบโตได้ในรูปแบบที่ไม่สู้ดีนัก

แม้ราคาที่ลดลงจะส่งผลดีต่อประเทศที่นำเข้าหรือจ่ายเงินอุดหนุนพลังงานเชื้อเพลิงจำนวนมหาศาลอย่าง อินเดีย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทว่าหลายประเทศที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากภาวะเงินฝืดคุกคาม เช่น สหภาพยุโรป ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงแทบทุกวัน กลับสร้างปัญหาในการรักษาดัชนีราคาผู้บริโภค อันเป็นดัชนีชี้วัดระดับเงินเฟ้อ ให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพได้ เนื่องจากราคาพลังงานเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้พิจารณาระดับเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ก็จะกดดันให้เงินเฟ้อปรับลดลงเช่นกัน

สำหรับประเทศผู้บริโภคพลังงานแล้ว ราคาน้ำมันที่ต่ำลงอาจจะส่งผลดีต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงเพิ่มอำนาจจับจ่ายให้แก่ประชาชนในประเทศ แต่ในฐานะประเทศผู้ผลิตพลังงาน ราคาน้ำมันที่อยู่ในภาวะตลาดหมีกลับดับฝันที่จะเห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างสดใสในปี 2015 แถมในบางประเทศ อาทิ รัสเซีย ราคาพลังงานที่่ย่อตัวลงกลับซ้ำแผลเดิมจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ให้แดนหมีขาวได้รับบาดเจ็บสาหัสทางเศรษฐกิจหนักขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ดังนั้น ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า คงมีแนวโน้มแกว่งตัวไปตามปัจจัยหลักสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ นโยบายทางการเงินของธนาคารกลางของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก และวิกฤตราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ซึ่งเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนของเกมเศรษฐกิจ ที่ส่งผลสะเทือนต่อตลาดเงินและตลาดทุน
ทั่วโลก

โลกจะต้องจับตานโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันแบบไม่อาจละสายตาได้ เพราะต้องเตรียมรับมือการเคลื่อนย้ายเงินทุนและความผันผวนที่จะเกิดขึ้นต่อสภาพเศรษฐกิจจากแรงกดดันที่เกิดจากตลาดเงินและตลาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท