
บทบัญญัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้า
การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับปี 2557 ในมาตรา 27
การปฏิรูปด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งประเด็นสำคัญของการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวฉบับปี 2557 ในมาตรา 27
กลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงกันเพื่อการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อมในขณะนี้ คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูปสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ภายใต้สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอาจจำแนกออกมาได้ 3 ส่วนหลักๆ คือ 1.ข้อเสนอการปฏิรูปที่เกี่ยวโยงกับการแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535, พ.ร.บ.ผังเมือง 2518 ฯลฯ หรือการตรากฎหมายใหม่ เช่น กฎหมายสิทธิชุมชนในการจัดการฐานทรัพยากร, กฎหมายจัดตั้งธนาคารที่ดิน ฯลฯ 2.ข้อเสนอการปฏิรูปที่ไม่ใช่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เป็นการปฏิรูปด้านนโยบาย มาตรการ เครื่องมือการบริหาร เช่น การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านที่ดิน การปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรี ฯลฯ 3.ข้อเสนอการปฏิรูปที่เชื่อมโยงกับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการยกร่างนี้ มีบทบัญญัติอย่างน้อยใน 4 หมวดสำคัญที่ควรมีการปรับปรุงเพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้ที่ผ่านมา และควรมีการบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ สอดคล้องกับสภาพปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางสังคมและการเมืองในปัจจุบันและอนาคต
1.หมวดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน : ควรยืนยันการรับรองและคุ้มครอง “สิทธิชุมชน” ในการบริหารจัดการฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืน และขยายการปกป้องคุ้มครองสิทธิชุมชนจาก “นโยบาย” และ “โครงการหรือกิจกรรม” ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง โดยไม่ให้ถูกจำกัดอยู่เฉพาะภายใต้รายการบัญชี “โครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบอย่างรุนแรง” (ปัจจุบันมีอยู่ 11 โครงการ) รวมทั้งจะต้องกำหนดแนวทางป้องกันมิให้ “สิทธิชุมชน” ถูกละเมิด นอกจากนี้ ควรเพิ่มหรือขยายสิทธิของประชาชนและชุมชนให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น สิทธิที่สำคัญ ได้แก่
สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี : เป็นสิทธิของประชาชนที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย เพื่อคุณภาพของการดำรงชีวิต ความอยู่เย็นเป็นสุข การมีสุขภาวะที่ดี และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นสิทธิเชิงเนื้อหา (Substantive Right)
สิทธิในความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม : เป็นสิทธิในเชิงกระบวนการ (Procedural Right) เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้สิทธิดังกล่าวบังคับใช้ได้จริง ควรนำมาตรการตามอนุสัญญาว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วมสาธารณะในการตัดสินใจ และการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม (Aarhus Convention, 1998) มาเป็นแนวทาง โดยแบ่งออกเป็น 3 สิทธิ ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในการมีส่วนร่วมของสาธารณะในกระบวนการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม และสิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
สิทธิในการพัฒนา : เป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนในการร่วมกำหนดทิศทาง นโยบายและแผนการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม รวมถึงสิทธิที่จะให้มีส่วนร่วมทุกระดับในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่การริเริ่มนโยบาย โครงการ การรับรู้ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การร่วมปรึกษา การร่วมตัดสินใจ การร่วมดำเนินงาน และการร่วมติดตามและตรวจสอบ
สิทธิในการเข้าถึทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค : เป็นสิทธิของประชาชนและชุมชนในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ภายใต้กรอบกติกาที่กฎหมายกำหนด
2.หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ : ควรยึดถือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน สร้างดุลภาพระหว่างการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม มีการสร้าง “ธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม” ในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
3.หมวดการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น : ให้มีการกำหนดทิศทางและยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด หรือฐานทางระบบนิเวศ มีการกระจายอำนาจด้านการบริหารจัดการฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมไปสู่ระดับท้องถิ่น ทั้งในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาชน โดยมีการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจหน้าที่ที่เหมาะสม และมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่น และภาคประชาชน
4.หมวดปฏิรูป : เป็นหมวดใหม่ที่เพิ่มขึ้นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตัวอย่างเนื้อหาที่อาจกำหนดขึ้นในหมวดนี้เพื่อเป็นกลไกและกระบวนการที่ผลักดันการปฏิรูปด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่าง
ต่อเนื่อง เช่น
- การนำ “การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์” (SEA) มาใช้ในการตัดสินใจระดับนโยบาย แผนพัฒนารายสาขา และการพัฒนาพื้นที่
- การปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการกำหนดตัดสินใจของ “คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ” และคณะกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป่าไม้แห่งชาติ คณะกรรมการประมงแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ฯลฯ ให้เป็นไปตามหลักการธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม
- ให้มีการประเมินผลกระทบของนโยบายและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ต่อ “สิทธิของประชาชนและสิทธิชุมชน” ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองในรัฐธรรมนูญ และความสอดคล้องกับ “แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ” ตามรัฐธรรมนูญ
- การจัดตั้ง “คณะกรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อเป็นกลไกกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ สร้างความสอดคล้องระหว่างนโยบายการพัฒนาในมิติต่างๆ (สิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม) และเพื่อเป็นกลไกคัดกรอง เสนอแนะ ปรับปรุงนโยบาย แผนงาน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ให้สอดคล้องและเสริมหนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป็นประเด็นหลักในการแข่งขันทางการค้าและการลงทุนของโลกเศรษฐกิจปัจจุบันและอนาคต บทบัญญัติด้านสิ่งแวดล้อมที่ก้าวหน้าจึงเป็นมิติสำคัญเรื่องหนึ่งของ “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศไทย”







