
ยุบเลิก‘กอช.’ ระวังรัฐบาลตกม้าตาย
ในที่สุด กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ก็คาราคาซังอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะยุบกองทุนดี หรือเดินหน้าต่อไปดี ทั้งที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 16 ธ.ค. อยู่แล้ว แต่อยู่ๆ กระทรวงการคลังก็กลับลำไม่ยอมเสนอตามแผนที่วางไว้
ในที่สุด กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ก็คาราคาซังอีกครั้ง ไม่รู้ว่าจะยุบกองทุนดี หรือเดินหน้าต่อไปดี ทั้งที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 16 ธ.ค. อยู่แล้ว แต่อยู่ๆ กระทรวงการคลังก็กลับลำไม่ยอมเสนอตามแผนที่วางไว้
สาเหตุเพราะเกิดกระแสนิยมของประชาชนที่แห่กันไปสมัครเข้าประกันสังคม ตามมาตรา 40 ในโค้งสุดท้ายที่ปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2557 โดยมียอดผู้สมัครที่มีอายุตั้งแต่ 15-60 ปี กว่า 1.9 ล้านคน และผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60-65 ปีขึ้นไป ที่ส่วนใหญ่ไปต่อคิวเข้าทางเลือกที่ 3 อีกกว่า 2.5 แสนคน คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 4,000 ล้านบาท จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ขยายเวลาเปิดรับสมัครอีก 10 วัน สำหรับประชาชนที่มีอายุเกิน 60 ปีที่ตกค้าง สมัครไม่ทัน หวังเอาใจคนเฒ่าคนแก่ที่เข้าคิวไม่ทัน
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริง หากรัฐบาลต้องการขยายเวลาการรับสมัครตามมาตรา 40 ให้ผู้สูงอายุ ก็จะต้องมีการแก้ไขพระราชกฤษฎีกาการเป็นผู้ประกันตน มาตรา 40 เพื่อขยายเวลารับสมัครใหม่ กระบวนการนี้ต้องผ่านขั้นตอนการพิจารณาจากกระทรวงแรงงาน ครม. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทำให้กว่าจะเปิดรับสมัครใหม่ได้ก็เดือน ก.พ. 2558
แต่ความที่ผู้สูงอายุมาสมัครกันอย่างล้นหลาม ทำให้กระทรวงการคลัง ต้องเก็บเรื่อง กอช. เข้าลิ้นชักไว้ก่อน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สมหมาย ภาษี รมว.คลัง มีท่าทีว่าจะเดินหน้า กอช.ต่อไป โดยให้ธนาคารรัฐช่วยเป็นเคาน์เตอร์รับสมัครคนเข้าระบบ กอช. เพื่อลดต้นทุน และจะโอนผู้ประกันตนมาตรา 40 มาอยู่ใน กอช. ก่อนยุบมาตรา 40 ไป
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเองก็กำลัง “รักพี่เสียดายน้อง” เพราะทั้งการประกันตนตามมาตรา 40 และ กอช.ก็มีข้อดีไม่แตกต่างกัน
เริ่มจาก กอช. ที่พรรคประชาธิปัตย์ทำคลอดออกมาเป็น พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ เพื่อสร้างหลักประกันให้กับผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบการออมในประกันสังคม เช่น แรงงานนอกระบบ ผู้มีอาชีพอิสระ ชาวไร่ ชาวนา ผู้สูงอายุ ประมาณ 24 ล้านคน
แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นพรรคเพื่อไทยที่ไม่ยอมเดินซ้ำรอยพรรคประชาธิปัตย์ ก็หันไปใช้มาตรา 40 ใน พ.ร.บ.ประกันสังคมมาเปิดทางให้ผู้มีอาชีพอิสระ ชาวไร่ ชาวนา ผู้สูงอายุ
มาสมัครได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช้ช่องทางมาตรา 40 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม แต่กลับไปออกกฎหมายใหม่ เพื่อตั้ง กอช. สาเหตุเพราะต้องการแยก กอช.ออกจากการบริหารของสำนักงานประกันสังคม ที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารเงินที่ดีพอ จนนักวิชาการหลายคนประเมินว่า กองทุนประกันสังคมมีโอกาสจะขาดทุนในอีก 20 ปีข้างหน้า หลังจากที่ผู้ประกันตนเกษียณอายุมากขึ้น
ขณะที่ กอช.ถูกออกแบบให้เป็นการออมเงินระยะยาวที่ต้องบริหารไว้จ่ายให้ผู้เข้าโครงการในยามชรา ที่ต้องมีหลักประกันเรื่องเงินที่จ่ายพอสมควร จึงแยกให้ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง ซึ่งปลอดภัยต่อเงินออมของผู้เข้าโครงการมากกว่า
การเลือกจะเดินหน้าหรือยุบ กอช. นอกจากจะมีประเด็นเรื่องการบริหารจัดการแล้ว ยังมีประเด็นการเมืองที่สอดแทรกอยู่ด้วย เป็นที่น่าหนักใจของ พล.อ.ประยุทธ์ และสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ว่าจะเลือกพี่ คือ กอช. หรือจะเลือกน้อง คือ มาตรา 40 เพราะถ้าเลือกน้อง ก็ต้องเลิกกับพี่ ด้วยการเสนอเรื่องเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ยกเลิกกฎหมาย กอช.
เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้ สมหมาย ก็อาจถูกยื่นถอดถอนเหมือนที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง เคยถูกพรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ฐานจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และจงใจใช้อำนาจขัดต่อ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) พ.ศ. 2554 และเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะไม่เดินหน้ารับสมัครสมาชิกภายใน วันที่ 8 พ.ค. 2555-6 พ.ค. 2556 ตามกฎหมายกำหนด
แต่ถ้ารัฐบาลเลือกพี่ คือ กอช. ก็ต้องไปแก้พระราชกฤษฎีกา เพื่อยุบมาตรา 40 แล้วโอนผู้ประกันตนมาตรา 40 เข้ามาอยู่ใน กอช.
อย่างไรก็ดี มีข้อสังเกตเรื่องที่ผู้สูงอายุที่อายุ 65 ปีขึ้นไปแห่เข้าสมัครตามมาตรา 40 ที่อาจจะเข้าใจผิดว่า เมื่อเลือกประกันตนในทางเลือกที่ 3 คือผู้ประกันจ่ายเดือนละ 100 บาท รัฐจะสมทบให้ 100 บาท เมื่อครบ 1 ปีในปีหน้าแล้ว จะได้รับเงินก้อนพร้อมดอกผล แต่ข้อเท็จจริง คือ จะต้องจ่ายเงินเป็นเวลา 5 ปี หรือเมื่ออายุครบ 70 ปี จึงจะได้รับเงินก้อนออกมา
ซึ่งหากในปีหน้า ถอนเงินก้อนนี้ออกไม่ได้ ก็อาจจะมีข่าวว่ามีการแห่ขอออกจากมาตรา 40 ก็ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น กอช. หรือการประกันตนตามมาตรา 40 ล้วนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการออมให้กับแรงงานนอกระบบ ผู้มีอาชีพอิสระ หาบเร่ แผงลอย เอสเอ็มอี จำนวนถึง 24 ล้านคน หรือมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ จะได้มีหลักประกันว่า เมื่อเกษียณอายุแล้วจะมีเงินก้อนหนึ่งเก็บไว้ใช้ โดยการจ่ายเงินเข้ากองทุนวงเงินรวมขนาดใหญ่ถึง 2.3 หมื่นล้านบาท ไม่นับรวมเงินสมทบจากรัฐบาล
ความสำคัญของการสร้างระบบการออมให้กับประชาชนในประเทศ จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องตัดสินใจว่าจะโหนกระแสความนิยมปล่อยให้มีการเดินหน้าการประกันตน ตามมาตรา 40 ต่อไป ซึ่งมีความเสี่ยงว่าอาจจะมีการแห่ขอลาออกเพราะไม่ได้เงินตามที่คาดไว้
หรือจะเดินหน้า กอช. สร้างความรู้ความเข้าใจ และรณรงค์ดึงแรงงานนอกระบบ ผู้มีอาชีพอิสระมาเข้าระบบให้ได้ตามเป้าหมาย 24 ล้านคน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดการออมอย่างทั่วถึงแล้วรัฐบาลยังมีฐานข้อมูลผู้เสียภาษีของผู้ประกอบอาชีพอิสระเป็นอานิสงส์ตามมาอีกด้วย
ชั่งน้ำหนักผลดี ผลเสียแล้ว การเดินหน้า กอช.น่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า ทั้งต่อภาระการคลัง และการสร้างระบบการออมให้กับคนไทย







