
เปิดศึกปฏิรูปประเทศ สปช.เร่งคลอดกม.ลูก
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศส่งไปยังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะสิ้นสุดในวันนี้ ทำให้คนไทยที่ติดตามข่าวสารเรื่องการปฏิรูปได้เห็นว่าประเทศไทยใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร
การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศส่งไปยังคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะสิ้นสุดในวันนี้ ทำให้คนไทยที่ติดตามข่าวสารเรื่องการปฏิรูปได้เห็นว่าประเทศไทยใหม่จะมีหน้าตาอย่างไร
สิ่งหนึ่งที่มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นแน่ๆ คือ กระบวนการสร้างรัฐสวัสดิการ ภายหลังข้อเสนอของคณะ กมธ.วิสามัญของ สปช.จำนวน 18 คณะ ต่างปักธงให้รัฐบาลในอนาคตต้องทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน
ทั้งนี้ ตามขั้นตอนเมื่อ สปช.ได้พิจารณาข้อเสนอของคณะ กมธ.ทุกคณะเสร็จสิ้นและมีมติในวันนี้ ที่จะส่งเรื่องให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญรับไม้ต่อแล้ว จากนั้นจะเรียกได้ว่าเข้าสู่โหมดของการปฏิรูปประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน
สำหรับทิศทางการทำงานของคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจากนี้ไปจะอยู่ภายใต้การบ้านใหญ่ 3 ข้อ ประกอบด้วย 1.การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ 2.การขจัดปัญหาการทุจริตและการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดี และ 3.การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง
ทั้งสามเรื่องดังกล่าวทางคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองมากที่สุด เพราะในสองเรื่องแรกเป็นหลักการเดิมตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่อย่างไรเสียคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องคงเอาไว้ โดยเหลือเพียงแค่การอุดช่องโหว่ไม่ให้นักการเมืองในอนาคตเข้ามาหาประโยชน์จากการใช้รัฐธรรมนูญแบบในอดีตได้อีก
แต่สำหรับการนำเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองมาไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย เพราะรัฐธรรมนูญของประเทศทุกฉบับที่ผ่านมายังไม่เคยมีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องดังกล่าวมาก่อน ทำให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเตรียมวางโครงสร้างของกระบวนการนี้ในรัฐธรรมนูญอย่างไร
รูปแบบหนึ่งที่คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เตรียมเอาไว้ คือ การตั้งองค์กรใหม่ในทางการเมืองเพื่อทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศเป็นการเฉพาะ ซึ่งแนวคิดนี้มีที่มาจากคณะอนุ กมธ.คณะที่ 9 ว่าด้วยการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและการสร้างความเป็นธรรม ที่มี “นพ.ชูชัยศุภวงศ์” เป็นประธาน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นองค์กรที่รับหน้าที่ต่อภายหลังคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและ สปช.หมดวาระ เพราะลำพังเวลาเพียง 1 ปี สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คงไม่สามารถเนรมิตการปฏิรูปในทุกเรื่องได้ ซึ่งภายในสัปดาห์นี้ทางคณะอนุ กมธ.ชุดนี้เตรียมจะสรุปให้ตกผลึกออกมาและนำเสนอคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ
โครงสร้างและอำนาจขององค์กรที่ว่านี้มีการคิดกันเป็นการภายในว่าจะให้มีรูปแบบคล้ายกับ สปช.ในปัจจุบัน ที่มีหน้าที่รวบรวมประเด็นและข้อเสนอของการปฏิรูปให้กับรัฐบาลในอนาคต และอาจให้มีอำนาจเสนอกฎหมายที่เห็นว่าจำเป็นต่อการปฏิรูปประเทศเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการปฏิรูปประเทศจากนี้ไปจะถูกกำหนดทิศทางโดยคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะ สปช.จะเข้ามามีบทบาทสำคัญเช่นกัน ผ่านการเสนอกฎหมายลูกหรือร่างพระราชบัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบ
ต้องไม่ลืมว่าการใช้เครื่องมือทางนิติบัญญัติสำหรับการปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต เพราะคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญที่จะบรรจุเฉพาะหลักการเท่านั้นเพื่อให้รัฐธรรมนูญมีความสั้นที่สุด ส่วนรายละเอียดให้ไปว่ากันในกฎหมายลูก
โดยกฎหมายที่ สปช.เตรียมเสนอส่วนใหญ่จะหนักไปทางการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบนักการเมือง เช่น การควบคุมจริยธรรมนักการเมือง ที่ครอบคลุมไปถึงหลักความรับผิดชอบทางกฎหมายร่วมกันของคณะรัฐมนตรี เป็นต้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าทั้งการทำงานของ สปช.และคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญในระยะยาวไม่ได้เป็นลักษณะของการหวังพึ่งน้ำบ่อหน้า ด้วยการแค่วางรากฐานและให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งมาสานต่อ แต่เป็นการลงมือทำเสียเองเพื่อไม่ให้การลงทุนฉีกรัฐธรรมนูญครั้งนี้เสียของและล้มเหลวเหมือนในอดีต







