
เสนอตั้งบริษัทพลังงานแห่งชาติจัดการปิโตรเลียม
กมธ. ปฏิรูปพลังงาน ชงตั้ง "บริษัทพลังงานแห่งชาติ" จัดการปิโตรเลียม รัฐถือหุ้น 100%
กมธ. ปฏิรูปพลังงาน ชงตั้ง "บริษัทพลังงานแห่งชาติ" จัดการปิโตรเลียม รัฐถือหุ้น 100%
นายทองฉัตร หงส์ลดารมณ์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ได้เสนอ 6 ประเด็นที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญคือ 1.รัฐต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน จัดหาให้เพียงพอกับความต้องการ ทั้งในด้านปริมาณ คุณภาพ ความทั่วถึงและ เท่าเทียมในราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม เนื่องจากพลังงานเป็นสิ่งจำเป็นต่อการครองชีพและการทำมาหากินของประชาชน รัฐจึงจำเป็นต้องสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน คือต้องจัดหาพลังงานในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการโดยรวมทั้งในปัจจุบัน และอนาคต ราคาพลังงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมหมายความถึงราคาพลังงานที่ผู้บริโภคจ่ายจะ ต้องไม่อยู่ในระดับที่ทำให้ผู้ประกอบกิจการพลังงานได้กำไรเกินควร แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ผู้ประกอบกิจการต้องถึงกับขาดทุน
ขณะเดียวกันราคาพลังงานก็ควรสะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริง และไม่ควรได้รับเงินอุดหนุนจนทำให้ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง รัฐบาลอาจให้การอุดหนุนเพื่อให้ผู้ใช้พลังงานที่มีรายได้น้อย หรือผู้ด้อยโอกาสสามารถซื้อพลังงานที่จำเป็นได้ในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษ และแม้จะมีอุบัติเหตุในระบบส่งพลังงานหรือวิกฤตพลังงานใหญ่ๆ ต้องจัดให้มีซัพพลายให้เพียงพอต่อประเทศชาติ
2.กิจการ พลังงานเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน รัฐต้องกำกับดูแลให้มีการประกอบการอย่างมีประสิทธิ เป็นธรรม และคำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ชุมชนและสิ่งแวดล้อม สินค้าพลังงานหลายชนิดเป็นกิจการที่มีตลาด และมีผู้ประกอบการที่แข่งขันกันได้ เช่นการกลั่นและการขายน้ำมัน รวมทั้งการผลิตไฟฟ้ากรณีนี้รัฐควรปล่อยให้เอกชนดำเนินการการแข่งขันในตลาด ให้มากที่สุด โดยรัฐเพียงกำกับดูแลไม่ให้มีการผูกขาดตัดตอน หรือให้อำนาจเหนือตลาดในทางมิชอบ แต่ในกรณีที่กิจการพลังงานในบางประเภทมีลักษณะผูกขาดโดยธรรมชาติ เช่นกิจการสายส่งไฟฟ้า ที่รัฐจำเป็นต้องกำหนดให้มีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาจให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้ลงทุนและผลิตเพียงรายเดียวภายใต้การกำกับดูแลหน่วย งานอิสระอีกหน่วยหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกรณีกิจการที่มีการตลาดแข่งขันกันได้ หรือการผูกขาดโดยธรรมชาติ โดยเน้นให้เกิดการประสิทธิภาพในการผลิต ต้นทุนต่ำที่สุด และกำหนดราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค
3.ภาค ประชาชนมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายพลังงานติดตามตรวจสอบการดำเนิน นโยบายของภาครัฐด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิรูปครั้งนี้ อาจจะครั้งแรกที่ประชาชนจะเข้าไปร่วมกำหนดนโยบายพลังงานของชาติติดตามการ ดำเนินงาน บริหารจัดการ จะช่วยลดความขัดแย้งและการต่อต้านจากประชาชน เพราะปัจจุบันการกำหนดโยบายจะอยู่เฉพาะในผู้มีอำนาจในภาครัฐ โครงสร้างการตัดสินใจในระดับสูงสุดคือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่ง ชาติ(กพช.) แต่ในระยะหลังมีข้อท้วงติงว่าการจัดสินใจของกพช.อยู่ในวงที่จำกัด ไม่คำนึงถึงข้อเสนอและข้อเรียกร้องของภาคประชาชนและผู้ประกอบกิจการพลังงาน จึงควรมีการปรับปรุงโครงสร้างกลไกลการพิจารณา และกำหนดนโยบายพลังงานใหม่ โดยให้ภาคประชาชนและผู้ประกอบกิจการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอและกำหนด นโยบายพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งให้มีช่องทางให้ภาคประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบการดำเนินนโยบาย และการใช้อำนาจของภาครัฐได้มากขึ้น
4.ต้องส่งเสริมให้มีการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนและชุมชนเป็นผู้ผลิตใช้เอง และเพื่อจำหน่าย และจัดให้มีกฎหมายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ยกเลิกกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรค์
5. ปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติอื่นๆ เป็นทรัพยากรของชาติและมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ การสำรวจ การผลิต การใช้ประโยชน์ทรัพยากรนั้นต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้งในระดับประเทศและระดับท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับการใช้ในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อเป็นการย้ำเตือนว่าการอนุญาตให้สำรวจและผลิตปิโตรเลียมเชื้อเพลิงธรรมชาติ รัฐต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน เริ่มตั้งแต่การอนุญาต ที่สร้างแรกจูงใจ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตมีการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สำรวจพบทรัพยากรให้มากที่สุด และทำให้ส่วนแบ่งของรัฐมีมูลค่าสูงสุด แต่ต้องไม่ทำลายสภาพสิ่งแวดล้อม สร้างความเดือดร้อนให้ชุมชนใกล้เคียง การนำปิโตรเลียมและเชื้อเพลิงธรรมชาติมาใช้ควรสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับเศรษฐกิจของประเทศ เช่นสามารถลดการนำเข้าพลังงาน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ รายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีต่างๆ รัฐควรใช้เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนในท้องถิ่นที่เป็นพื้นที่ผลิตอย่างเป็นรูปธรรม
6.ส่งเสริมให้มีการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงาน ส่งเสริมให้คนมีความรู้ ความตระหนัก และพฤติกรรม เพื่อให้มีการผลิต ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า โดยให้มีการประยุกต์ใช้พลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ ต้นทุนต่ำสามารถนำไปใช้พลังงานฟอสซิลได้ดีขึ้น และควรมีการปฏิรูปการบริหารจัดการกองทุนส่งเสริมด้านพลังงานซึ่งมีอยู่หลาย กองทุนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และควรบรรจุเรื่อง ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาพลังงานของชาติไว้ในหลักสูตรการศึกษาเพื่อ ให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญ และพฤติกรรม เพื่อให้มีการผลิตและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่า
นางสาวรสนา โตสิตระกูล สปช. กล่าวว่า การที่พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 กำหนดให้ ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ โดยรัฐเป็นผู้ให้สัมปทานกับเอกชนในการสำรวจ ขุดเจาะ เมื่อขุดเจาะได้ให้ปิโตรเลียมนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับสัมปทาน โดยผู้รับสัมปทานมีสิทธิที่จะขายปิโตรเลียมที่ขุดเจาะได้ให้กับผู้ซื้อทั้ง ในและนอกประเทศตลอดอายุสัมปทานที่เขาได้รับ หากรัฐจะซื้อ ต้องซื้อในราคานำเข้า ราคาตลาดที่อิงราคาตลาดโลก โดยรัฐได้รับผลตอบแทนเป็นค่าภาคหลวง ประเด็นนี้ เห็นว่า ความมั่นคงพลังงานไม่อาจปล่อยไว้ในมือเอกชน เพราะเอกชนเขาดูแลผู้ถือหุ้น มุ่งหากำไร แต่ประสิทธิภาพของรัฐก็คือการที่ ทำให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึงของประชาชน ราคาที่เป็นธรรม ความมั่นคง ความรวดเร็ว ฉะนั้นเมื่อเอกชนมุ่งหากำไร และไม่มีหน้าที่ดูแลสวัสดิการประชาชนเหมือนรัฐ ความมั่นคงทางพลังงานจึงต้องไม่อยู่ในมือเอกชน ดังนั้น จึงมีข้อเสนอว่าการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง และกลไก เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการฯได้ลงความเห็นว่า ปิโตรเลียมเป็นทรัพยากรของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ
ส่วนในเรื่องกลไก ที่เห็นว่าสำคัญ คือรัฐในฐานะตัวแทนของประชาชน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทั้งหมดที่ค้นพบและผลิตได้โดยให้มีบริษัทพลังงานของ ชาติที่เป็นของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้บริหารจัดการ ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 ควรมีการถกเถียงประเด็นนี้ให้ตกผลึกเสียก่อน ส่วนการใช้ประโยชน์จากปิโตรเลียมนั้นเพื่อให้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของ ประชาชนเป็นหลักก่อนที่จะนำไปสร้างเป็นกำไร บางประเทศมีการร่างรัฐธรรมนูญในหมวดปิโตรเลียมขึ้นมาเฉพาะกำหนด ส่วนเรื่องการกำหนดนโยบายและกิจการพลังงาน ที่ผ่านมาผู้กำหนดนโยบายดำเนินการแบบรวมศูนย์และ มีประโยชน์ทับซ้อน ถือว่าเป็นปัญหาหลัก อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเห็นว่าการแก้ไข ควรกำหนดให้ชัดว่าประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในด้านพลังงานให้ชัดเจนทั้งทาง ตรงและทางอ้อม และมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลกิจการพลังงานเพื่อตรวจสอบนโยบายการประกอบกิจการ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ
“ปิโตรเลียมของเรามีมูลค่ากว่า 5 แสนล้าน จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการเข้าถึงข้อมูลโดยต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งรายรับรายจ่ายของรัฐ ของคนที่เข้ามาเป็นนอมินี ทั้งระดับบุคคลไม่เฉพาะนิติบุคคลเพียงอย่างเดียว ซึ่งถือว่าเป็นความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลกับเอกชน หากเราจะมองในส่วนกลางน้ำถึงปลายน้ำ จะเห็นว่ามูลค่านั้นเท่ากับครึ่งหนึ่งของจีดีพี ดังนั้นการจะตรวจสอบเรื่องนี้จึงสำคัญมาก” นางสาวรสนา ระบุ
ส่วนกรณีที่จะมีการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เห็นว่าปัญหาที่ผ่านมาผู้กำหนดนโยบาย ไม่ให้ความสนใจกับพลังงานหมุนเวียนจริงจัง ปัจจุบันการผลิตพลังงานหมุนเวียนมีแค่ 1 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อจะมีการส่งเสริมก็เน้นส่งเสริมเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ แทนที่จะส่งเสริมผู้ผลิตรายเล็ก ที่รัฐบาลประกาศว่าจะรับซื้อไฟฟ้าจากโซล่าห์ฟาร์ม 6 พันเมกะวัตต์ จากเดิม 3 พันเมกะวัตต์ เท่ากับสัดส่วนถึง 98.7เปอร์เซ็นต์ ขณะที่โซล่าเซลบนหลังคาที่เป็นของรายย่อยมีสัดส่วนเพียง 1.3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีกทั้งผู้กำหนดนโยบายจะกีดกัประชาชนด้วยระบบโควตาในการรับซื้อไฟฟ้า โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของระบบ เป็นการนำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ จึงขอเสนอให้รัฐกำหนดให้ชัดเจนว่า ต้องส่งเสริมนโยบาย กระจายอำนาจด้านพลังงานสู่ประชาชน สู่ครัวเรือน โดยส่งเสริมให้เป็นทั้งผู้ใช้ ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย เป็นลำดับแรก และให้มีกฎหมายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ซึ่งจะสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้เพราะประชาชนจะไม่ใช่แค่เป็นผู้บริโภคแต่สามารถเข้ามาเป็นผู้ผลิต เป็นการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ซึ่งจะต้องกระจายไปให้ถึงคนเล็กคนน้อย
นายคำนูณ สิทธิสมาน สปช. กล่าวว่า หลักการเรื่องนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2514 ผ่านรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับไม่เคยถูกแก้ไขเลย การกำหนดไว้ในมาตรา 23 ของพ.ร.บ.ปิโตรเลียมปี 2514ที่กำหนดให้ปิโตรเลียมเป็นของรัฐ ซึ่งเข้าใจว่าในยุคนั้นมีการร่างอย่างรอบคอบพอสมควร แต่สถานการณ์ขณะนั้นกับปัจจุบันเห็นว่าจะต้องมีการทบทวน อย่างไรก็ตามก่อนมีพ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 ก็มีพ.ร.บ. แร่ 2510 อยู่ก่อนแล้ว และอาจตีความได้เช่นกันว่า ทรัพยากรแร่ก็ถือเป็นของรัฐเช่นกัน แต่ในเวลาต่อมาก็มีความพยายามแก้ไขพ.ร.บ.แร่อยู่หลายครั้ง โดยยกหลักการของพ.ร.บ.ปิโตรเลียมมาบัญญัติไว้ว่าแร่เป็นของรัฐก็ได้รับการต่อต้าน จนไม่สามารถผ่านได้
ก่อนหน้านี้กรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติได้เสนอให้บัญญัติเรื่องทรัพยากรปิโตรเลียม เป็นทรัพยากรของชาติมีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แต่กรรมาธิการชุดนี้เสนอให้บัญญัติไว้ในเรื่องของการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความปรองดอง แต่ตนเห็นว่าควรบรรจุไว้ในหมวดสิทธิพลเมือง เพื่อเป็นสิทธิในทรัพย์สิน ให้ทรัพยากรแร่ ปิโตรเลียม เป็นทรัพยากรของชาติ มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ และต้องเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ต้องทบทวน พ.ร.บ.ปิโตรเลียม 2514 และร่างพ.ร.บ.แร่ฉบับใหม่ที่ขณะนี้ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว ถ้าสามารถปรับไปในทิศทาง 5 ประเด็นที่กรรมาธิการเสนอมาจะเป็นประโยชน์มาก และน่าจะเป็นทางออกในการลดความเหลื่อมล้ำของพลังงานได้
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง อภิปรายว่า ข้อเสนอต่อ กมธ. ยกร่างรัฐธรรมนูญต่อประเด็นการปฏิรูปพลังงาน คือ 1. สนับสนุนข้อสเนอของ กมธ. ปฏิรูปพลังงาน โดยให้รัฐและประชาชนเป็นเจ้าของปิโตรเลียม โดยจัดตั้งบริษัทพลังงานของชาติในการบริหารจัดการ 2. กระบวนการผลิตปิโตรเลียม จะต้องคำนึงถึงประชาชนในประเทศเป็นลำดับแรก เพราะระบบสัมปทานที่ใช้อยู่ ให้ประโยชน์แก่รัฐเพียงร้อยละ 30 จากผลกำไร 3. รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายด้านพลังงานมากเกินไป ส่งผลให้มีการสำรองพลังงานเกินความจำเป็น ซึ่งประชาชนต้องแบกรับต้นทุนดังกล่าว เช่น การสำรองไฟฟ้ามากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ และ 4. ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน เช่น ลดค่าผ่านท่อก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน รวมถึงการกำหนดราคาขายก๊าซธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน โดยแต่ละบริษัทที่รับซื้อจะต้องซื้อในราคาเดียวกัน เพื่อความเท่าเทียม







