กมธ.ปฏิรูปเสนอตั้งศาลสิ่งแวดล้อม
กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรฯ เสนอตั้ง "ศาลสิ่งแวดล้อม" พิจาณาคดีเฉพาะ พร้อมหนุนปรับกระบวน "อีไอเอ" เสริมความเชื่อมั่นประชาชน
กมธ.ปฏิรูปทรัพยากรฯ เสนอตั้ง "ศาลสิ่งแวดล้อม" พิจาณาคดีเฉพาะ พร้อมหนุนปรับกระบวน "อีไอเอ" เสริมความเชื่อมั่นประชาชน
เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยนายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้เสนอว่า ประเทศไทยเผชิญปัญหาด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ เนื่องจากมีการนำทรัพยากรฯ ไปพัฒนาประเทศอย่างฟุ่มเฟือย โดยไม่มีการฟื้นฟูและอนุรักษ์ ทำให้ในหลายๆพื้นที่ที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็เกิดความเสื่อมโทรม ซึ่งเมื่อมีการปฏิรูปแล้ว จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ แทนที่จะต่างคนต่างทำอย่างที่แล้วมาโดยมีหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยข้อเสนอของคณะ กมธ. นั้น มี 7 ด้าน ซึ่งครอบคลุมเรื่องเฉพาะของแต่เรื่อง เช่น การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ ที่ดิน สัตว์ป่า ทรัพยากรทางทะเล การผังเมือง และกลไกการแก้ปัญหา
"กมธ. ได้มีข้อเสนอที่จะบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญคือ รัฐจะต้องคุ้มครองสิทธิประชาชนที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพราะในรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ยังไม่มีการกำหนดในส่วนนี้ ต่อมา รัฐจะต้องจัดให้มีระบบการจัดการทรัพยากรน้ำที่ชัดเจน จัดให้มีระบบและแผนจัดการทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพที่เอื้อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูทุกภาคส่วนได้อย่างยั่งยืน"นายปราโมทย์กล่าว
นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่า ให้ถือว่าทรัพยากรทางทะเลเป็นสมบัติของชาติ ประชาชนมีสิทธิใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ดูแลฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการตั้งถิ่นฐาน การผังเมืองและการใช้พื้นที่ทุกระดับ ทั้งการพัฒนาชนบท ชุมชนเมือง รัฐต้องมีแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีกับปัญหาสิ่งแวดล้อมเพื่อฟื้นฟูป้องกันและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์ต่อสุขภาวะของประชาชน ให้ถือว่าทรัพยากรธรรมชาติเป็นทรัพย์ของแผ่นดินรัฐต้องจัดมีกลไกและกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆให้เหมาะสม รัฐต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมนั้นๆ โดยรัฐต้องคำนึงถึงการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน อาจจะต้องมีองค์กรอิสระขึ้นมาดูแลด้วย และให้มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อมที่เป็นอิสระเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นกลไกในการขจัดปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นายดุสิต เครืองาม สปช. ด้านพลังงาน อภิปรายว่า ตนขอเสนอให้มีองค์กรอิสระในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 67 ได้มีบทบัญญัติไว้แล้วว่าการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว แต่ยังไม่มีการดำเนินการให้เกิดขึ้น ซึ่งตนเห็นว่า การปฏิรูปในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสดี โดยหากเป็นไปได้ก็ขอให้บรรจุข้อความในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตราดังกล่าวกลับไปยังร่าง รธน.ฉบับใหม่
นางตรึงใจ บูรณสมภพ สปช.ด้านการเมือง กล่าวว่า ควรจะกำหนดให้มีการตั้งสำนักคณะกรรมการการผังเมืองและการใช้พื้นที่แห่งชาติ โดยมีหน้าที่จัดทำนโยบายการผังเมืองระดับประเทศ โดยมีฐานะเทียบเท่ากับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยหน่วยงานดังกล่าว มีการทำงานวางแผนล่วงหน้าประมาณ 20 ปี เพื่อรองรับประชากร ภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และจะต้องกำหนดให้มีกลไกมาตรการในการวางผังเมืองทุกระดับ ให้สอดคล้องกับระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ระบบคมนาคม โดยให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนรับรู้และเสนอความเห็นต่อหน่วยงานในการกำหนดผังเมือง ทั้งนี้ เพื่อเป็นอีกแนวทางในการป้องกันไม่ให้คนหลั่งไหลเข้ามาในเขตเมือง
นายสยุมพร ลิ่มไทย สปช.ด้านการปกครองท้องถิ่น ระบุว่า ตนขอกำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องเปิดเผยข้อมูล ในกรณีที่มีการสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นอันตรายต่อประชาชนที่เกิดจากมลภาวะ โดยต้องกำหนดให้เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ หากไม่ทำต้องมีบทลงโทษ มีการจัดการแหล่งต้นเหตุที่ทำให้เกิดมลภาวะและให้ผู้ที่ก่อมลภาวะต้องเป็นผู้เยียวยาแก่ผู้เสียหาย รวมทั้ง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้มีการจัดการปัญหาขยะที่เกิดในชุมชน โดยต้องจัดการให้อยู่ในพื้นที่จังหวัดที่ อปท. นั้นตั้งอยู่
นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ สปช.ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ตนขอเสนอให้ชุมชนมีสิทธิในการกำหนดทิศทางและตัดสินในการทำโครงการต่างๆ ของภาครัฐ จัดตั้งกองทุนความเสี่ยงจาการตั้งโครงการขนาดใหญ่ ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะจะมีกฎหมายลูกมาบังคับในการดำเนินการของกองทุนดังกล่าว กำหนดบรรจุให้ต้นไม้ที่มีชีวิตเป็นทรัพย์อีกประเภทหนึ่งในรัฐธรรมนูญ โดยสามารถค้ำประกันได้ ซึ่งจะให้มีการออก พ.ร.บ.ธนาคารต้นไม้ ซึ่งจะให้มีการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชน รวมทั้งช่วยภาครัฐในการดูแลทรัพยากรด้วย นอกจากนี้ ต้องมีการปรับปรุงระบบรายงานด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมด้วย โดยจะต้องแยกหน่วยงานรายงานจากราชการเพื่อป้องกันข้อครหาจากประชาชน







